สวัสดีเสมอ


คำแก้ต่างของกรีนสแปน วันที่ 30 มีนาคม 2552 00:52
เมษายน 1, 2009, 11:54 pm
Filed under: Uncategorized

คำแก้ต่างของกรีนสแปน

นายอลัน กรีนสแปน เขียนบทความแก้ต่างว่า ปัญหามิได้เกิดขึ้นจากนโยบายของเขาในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐเป็นหลัก

 

 

คำตำหนิอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ นายอลัน กรีนสแปน มีออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเขียนหนังสือออกมาหลายเล่มว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ปล่อยปละละเลยของนายกรีนสแปนที่ยึดมั่นในหลักการของตลาดเสรีจนกระทั่งเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน ซึ่งแตกสลายลงและสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกอย่างประเมินค่ามิได้ นายกรีน สแปน จึงเขียนบทความแก้ต่างว่า ปัญหามิได้เกิดขึ้นจากนโยบายของเขาในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐเป็นหลัก โดยให้เหตุผลในการปรับลดดอกเบี้ยลงต่ำเหลือเพียง 1% ในช่วง 2000-2002 ว่า เพื่อแก้ปัญหาการตกต่ำของหุ้นอินเทอร์เน็ตในปี 2000 และผลกระทบจากการที่สหรัฐถูกโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายในเดือนกันยายาน 2001 และเขาก็ได้รีบปรับดอกเบี้ยกลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2004 มาที่ระดับ 5.25% ภายในปลายปี 2005 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับเหมาะสมสำหรับเสถียรภาพและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว ซึ่งเป็นการทำหน้าที่โดยปกติของธนาคารกลางทั่วไป คำถามคือทำไมการปรับขึ้นดอกเบี้ยของนายกรีนสแปน จาก 1% เป็น 5.25% จึงไม่สามารถควบคุมมิให้เกิดฟองสบู่ในภาคสถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์ได้ คำตอบของนายกรีนสแปน คือ การแบ่งแยกระหว่างดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นกับดอกเบี้ยระยะยาวซึ่งกำหนดโดยกลไกของตลาด ดอกเบี้ยระยะยาวซึ่งคือผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวนั้นจะเห็นว่าอยู่ที่ระดับค่อนข้างต่ำและมิได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วง 2003-2008 ทำให้ดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งอ้างอิงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด กล่าวคือดอกเบี้ยสินเชื่อระยะยาว (15-30 ปี) เพื่ออสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ที่ระดับ 6.0-6.5% มาโดยตลอดแม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นจาก 1% เป็น 5.25% และกลับลงมาเหลือ 0%

 

  คำถามต่อไปคือปัจจัยอะไรที่ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวเพื่ออสังหาริมทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงดังกล่าว นายกรีน สแปน ให้คำตอบว่า เป็นเพราะนักลงทุนมีความต้องการซื้อและต้องการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้แก่ ซีดีโอ (Collateralized Debt Obligation) ซึ่งเป็นตราสารที่มักจะใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน   คำถามต่อไปคือความต้องการตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลมาจากแหล่งใด คำตอบก็คือทุกๆ ประเทศที่ค้า-ขายกับสหรัฐและเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เพราะเมื่อเกินดุลการค้าแล้วก็มักจะมีเงินดอลลาร์เหลือใช้ ซึ่งถ้าไม่เก็บไว้เฉยๆ ก็จะนำมาลงทุนในตราสารที่มีความปลอดภัยสูง กล่าวคือนายกรีน สแปนตอบว่าการที่ดอกเบี้ยระยะยาวของอเมริกาอยู่ที่ระดับต่ำอย่างยาวนานจนทำให้ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคสถาบันการเงินเกิดขึ้นได้นั้น เป็นเพราะประเทศที่เกินดุลการค้าทั้งหลายมีความต้องการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสูง โดยเฉพาะประเทศเอเชีย เช่นประเทศจีน ซึ่งมีการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว จากไม่ถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2002 เป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2008 ผมเชื่อว่าประเทศในเอเชียหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยก็มีพฤติกรรมทำนองเดียวกันคือถือทั้งเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา   เมื่อ นายกรีน สแปน เปิดประเด็นออกมาเช่นนี้ก็มีการตอบโต้ในหลายประเด็นและก็ยังเป็นเรื่องยากที่นายกรีน สแปนจะสามารถหลุดพ้นจากข้อตำหนิว่าเขาปล่อยให้ฟองสบู่เกิดขึ้นโดยไม่ออกมาตรการยับยั้งแต่อย่างใด โดยเขาเคยอ้างในการกล่าวสุนทรพจน์ว่าไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าราคาสินทรัพย์ที่ระดับใดจึงจะเป็นระดับที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งหลายคนจะถกเถียงว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ของสหรัฐในปี 2007 นั้นประเมินด้วยแง่มุมใดก็ตามก็จะต้องสรุปได้ว่าเป็นราคาที่สูงเกินความเป็นจริง นอกจากนั้นพฤติกรรมของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้อย่างหละหลวมก็ส่อให้เห็นภัยอันตรายที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะการเพิ่มหนี้สินของสถาบันการเงินของสหรัฐที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์นั้นมีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วน 25-30 เท่าของเงินทุนเพราะความชะล่าใจ ดังนั้นหากราคาสินทรัพย์หรือสินเชื่อเสื่อมค่าเพียง 5% ก็จะทำให้ทุนของสถาบันการเงินหมดลงได้โดยง่าย เห็นได้จากการล่มสลายของ แบร์ สเติร์นส์ และ เลแมน บราเดอร์ส ที่กล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นให้วิกฤติระบบการเงินแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว   หากจะกล่าวตำหนินายกรีนสแปนในประเด็นใดมากที่สุด ผมเห็นว่าควรตำหนิแนวคิดที่เชื่อว่า หากเกิดฟองสบู่ขึ้นแล้วมิได้ทำอะไรเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก็ยังสามารถรอให้ฟองสบู่แตกแล้วค่อยแก้ปัญหาทีหลังโดยการลดดอกเบี้ย ซึ่งนายกรีนสแปนได้เคยแสดงความเห็นดังกล่าวต่อสาธารณชนและเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง ดังเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2008 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐไม่สามารถหยุดยั้งหรือควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามได้   เราจะสรุปได้หรือไม่ว่า เราไม่จำเป็นจะต้องรับฟังความเห็นของนายอลัน กรีนสแปน? ผมคิดว่าประเด็นหลักของบทวิเคราะห์ของเขาถูกต้อง ในส่วนที่ชี้ให้เห็นว่าความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกนั้นเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หมายความว่าประเทศเอเชียจะส่งออกสินค้าไปให้สหรัฐบริโภคเกินตัวโดยยอมให้สหรัฐกู้เงิน (ธนาคารกลางของเอเชียซื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง) ดังที่เคยทำมาตลอดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกกำลังพะวงกับปัญหาเฉพาะหน้าคือการกอบกู้เศรษฐกิจและสถาบันการเงินของตน แต่ยังไม่คิดถึงการปรับโครงสร้างของอุปสงค์ของโลกมากนัก แต่หากเศรษฐกิจสามารถฟื้นได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนอุปสงค์ของโลกโดยรวม เพราะก่อนหน้าวิกฤติครั้งนี้อุปสงค์ของโลกมาจากผู้บริโภคสหรัฐที่ใช้จ่ายเกินตัว (ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพีต่อปี) แต่ในอนาคตผู้บริโภคสหรัฐยากจนลงมาก หุ้นที่ถืออยู่ก็ราคาลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง คนผ่อนบ้านไม่ได้และกำลังถูกยึด 2-3 ล้านหลัง นอกจากนั้นซีดีโอและพันธบัตรอื่นๆ ที่ถืออยู่ก็ได้รับความเสียหายอย่างมาก ดังนั้นจึงน่าจะเป็นไปได้มาก ว่าสหรัฐจะต้องการส่งออกมากกว่านำเข้าเพื่อให้ประเทศเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 2-3% ของจีดีพี จากขาดดุล 5% ในทางกลับกันประเทศคู่ค้าของสหรัฐโดยเฉพาะเอเชียก็จะต้องปรับจากเกินดุลมาขาดดุลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   แต่สภาวะปัจจุบันนั้นปรากฏว่าเงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นและประเทศต่างๆ ก็ประสบปัญหาการนำเข้าลดลงเท่าๆ กับการส่งออก ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนวิกฤติมากนัก อาจจะมีเพียงประเทศเดียวที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างมากคือประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นการที่ธนาคารกลางบางประเทศพยายามเข้าไปแทรกแซงเพื่อทำให้ค่าเงินของตนอ่อนลงเพื่อช่วยผู้ส่งออกอีกด้วย ดังนั้น ประเด็นของ นายอลัน กรีนสแปน เกี่ยวกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกและการจัดการกับเงินออมของประเทศเอเชีย จึงเป็นประเด็นที่ต้องดำเนินนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งจุดตั้งต้นน่าจะเกิดจากความเข้าใจและร่วมมือกันระหว่างจีนกับสหรัฐ มิฉะนั้นแล้วเศรษฐกิจโลกจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและถาวรครับ

 

 

 

 

 

 

 


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: