สวัสดีเสมอ


พุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์: บทที่ ๓ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
กุมภาพันธ์ 2, 2009, 4:14 pm
Filed under: Uncategorized

1_copy180show

ทุกขสมุทัยอริยสัจ

๑. จิตเดิมแท้ประภัสสร

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย. จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิต (ที่มีธรรมชาติประภัสสร)

นั้นแล เข้าถึงความเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสเป็นอาคันตุกะจรมา เรากล่าวว่า ปุถุชน

ผู้ไม่มีการสดับ ย่อมไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริง เพราะเหตุนั้นจิตตภาวณา ย่อมไม่มีแก่ปุถุชนผู้

ไม่มีการสดับ ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย. จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิต(ที่มีธรรมชาติประภัสสร)นั้นแล

เป็นจิตพ้นวิเศษจากอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมานั้นได้ เรากล่าวว่า อริยสาวกผู้มีการสดับ

ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความจริงข้อนั้น เพราะเหตุนั้น จิตตภาวณา ย่อมมีแก่อริยสาวกผู้

มีการสดับ ดังนี้.”

จิตประภัสสรก็คือจิตที่บริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีกิเลสหรือความยึดถือใดๆ รวมทั้งจะมีความสงบเย็นหรือนิพพานอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงสอนว่า จิตของเด็กที่เกิดมาใหม่ๆนั้นจะมีความประภัสสรมาก่อน แต่เพราะไม่มีสมาธิและปัญญามารักษาความประภัสสรเอาไว้ เมื่อจิตเด็กได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆและเกิดเวทนาขึ้น จิตของเด็กจึงเริ่มมีความยินดีต่อสุขเวทนาและไม่ยินดีต่อทุกขเทนา รวมทั้งลังเลต่ออทุกขมสุขเวทนาตามสัญชาตญาณ ซึ่งก็คือเริ่มเกิดกิเลสขึ้นมาแล้วทำให้ความประภัสสรนี้หายไป พอกิเลสดับไป ความประภัสสรก็จะกลับคืนมาได้อีก ซึ่งจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งก็จะทำให้มีความเคยชินมากที่จะเกิดกิเลสได้ง่าย ขึ้นรุนแรงขึ้นรวมทั้งทำลายได้ยากขึ้นด้วย

เรื่องจิตประภัสสรนี้เราจะต้องเข้าใจก่อนมิฉะนั้นจะไม่เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ คือความประภัสสรและนิพพานนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในจิตของมนุษย์ทั้งหลาย แต่เพราะกิเลสเกิดขึ้นมาจึงทำให้ความประภัสสรและนิพพานนี้หายไปเป็นครั้งคราว มิใช่ว่าจะมีกิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลาไม่ ถ้าใครไม่เข้าใจจุดนี้การปฏิบัติของเขาก็จะไม่มีผลเป็นความดับลงของทุกข์จริง คือคนที่ไม่เข้าใจก็จะคิดว่าคนเรานั้นจะมีกิเลสฝังอยู่ในจิตตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้คนที่ไม่เข้าใจนี้ปฏิบัติผิด คือจะมาปฏิบัติเพื่อขูดเอากิเลสออกไปจากจิต แทนที่จะระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นแก่จิต.

๒. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทวาร

อริยสัจ ๔ นั้นมีการกล่าวถึงสาเหตุของทุกข์ทั้งอย่างหยาบๆและอย่างละเอียด ซึ่ง ที่กล่าวอย่างหยาบๆก็จะกล่าวเพียงว่า “ตัณหาเป็นสาเหตุของทุกข์”เท่านั้น แต่ถ้าจะกล่าวให้ละเอียดแล้วจะต้องกล่าวว่ามันมีการผลักดันกันให้เกิดอาการต่างๆขึ้นมาถึง ๑๒ อาการ ก่อนที่จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาในแต่ละขณะ ซึ่งเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ที่แปลว่า การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมา ซึ่งปฏิจสมุปบาทฝ่ายสมุทวาร(ฝ่ายเกิดทุกข์)ทั้ง ๑๒ นี้ก็ได้แก่

เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร,

เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ,

เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป,

เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ,

เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ,

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา,

เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา,

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน,

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ,

เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ,

เพราะมีเป็นชาติปัจจัย จึงมีชรามรณะ ฯ (ความทุกข์).

ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์ทั้งหลายอยู่นั้น มันจะมีอาการต่างๆเกิดขึ้นมาปรุงแต่งผลักดันกันอยู่อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ซึ่งสามารถแยกออกมาศึกษาได้ถึง ๑๒ อาการ โดยมีอวิชชาเป็นต้นขั้ว และมีความทุกข์เป็นผลสุดท้าย ซึ่งอาการแต่ละอาการนั้นก็มีรายละเอียดดังต่อไปนี้.

๓. อวิชชา สัญชาตญาณแห่งตัวตน

อวิชชา แปลว่า ไม่ใช่วิชชา คือคำว่า วิชา หมายถึง ความรู้ทั่วไป ส่วนคำว่า วิชชา หมายถึง ความรู้สูงสุด คือเป็นความรู้ที่ดับทุกข์ได้ ดังนั้นอวิชชา จึงหมายถึง ความโง่หรือความไม่รู้จริงหรือความรู้ที่ทำให้เกิดทุกข์

วิชชาหรือความรู้สูงสุดของพุทธศาสนานั้นจะเน้นอยู่ที่ความรู้เรื่องอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตน ส่วนอวิชชาที่เป็นความรู้ที่ตรงข้ามกับวิชชาจึงหมายถึงความรู้ในเรื่องตัวตน หรือความรู้ว่ามีตนเอง หรือตัวเรา ซึ่งมันเป็นสามัญสำนึกของทุกจิตใจ ที่มาจากสัญชาติญาณ(ความรู้ที่เกิดขึ้นมาเองพร้อมกับชีวิต)แห่งความมีตัวตนของมนุษย์ทุกคน โดยสัญชาติญาณนี้เองที่เป็นต้นตอของสัญชาตญาณอื่นอีกมากมายของมนุษย์.

๔. สังขาร – การปรุงแต่ง

สังขาร แปลว่า ปรุงแต่ง ซึ่งคำว่าสังขารนี้จะหมายถึงกิริยาปรุงแต่งก็ได้, หรือจะหมายถึงการถูกปรุงแต่งก็ได้ หรือจะหมายถึงสิ่งของที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาก็ได้ โดยสังขารในปฏิจจสมุปบาทนี้ก็คือสังขาร ๓ อันได้แก่

๑. กายสังขาร คือสภาพการปรุงแต่งทางกาย

๒. วจีสังขาร คือสภาพการปรุงแต่งทางวาจา

๓. จิตตสังขาร คือสภาพการปรุงแต่งทางจิต

สังขารในปฏิจจสมุปบาทนี้ก็คือจิตตสังขาร คือเป็นการปรุงแต่งภายในจิตอย่างลึกซึ้งโดยมีอวิชชาหรือสัญชาติญาณแห่งตัวตนครอบงำอยู่

๕. วิญญาณ – การรับรู้

วิญญาณนี้ก็คือวิญญาณ ๖ อันเป็นการรับรู้ทางอายตนะภายในทั้งหลาย คือจากเดิมที่วิญญาณยังบริสุทธิ์ เมื่อมีการปรุงแต่งด้วยอวิชชาแล้วก็จะทำให้การรับรู้ที่บริสุทธิ์เปลี่ยนมาเป็นวิญญาณที่ถูกครอบงำด้วยอวิชชาแล้ว

๖. นามรูป – รูปกับนาม

นามรูปก็คือขันธ์ทั้ง ๕ หรือร่างกายกับจิตใจ คือถ้าขันธ์ ๕ ยังไม่ถูกยึดครองก็จะยังบริสุทธิ์อยู่ แต่พออวิชชามาครอบงำวิญญาณ ก็จะทำให้ขันธ์ ๕ นี้เริ่มเกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนอ่อนๆขึ้นมาทันที

๗. สฬายตนะ – อายตนะ ๖

สฬายตนะก็คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ อันได้แก่ ตา, หู , จมูก, ลิ้น, กาย,ใจ คือเมื่อขันธ์ ๕ เกิดมีตัวตนอ่อนๆขึ้นมาแล้วก็จะทำให้อายตนะภายในที่อาศัยรูปขันธ์เกิดขึ้นนั้น มีความพร้อมในการหน้าที่ติดต่อกับอาจขตนะภายนอก

๘. ผัสสะ – การสัมผัส

ผัสสะ แปลว่า การสัมผัส ซึ่งการที่จะเกิดผัสสะขึ้นที่ใดจะต้องประกอบด้วย(๑)อายตนะภายใน และ(๒)อายตนะภายนอก รวมทั้ง(๓)วิญญาณทางอายตนะภายในนั้นด้วย ถ้าไม่พร้อมทั้ง ๓ อย่างจะยังไม่เกิดผัสสะ คือ เมื่อมีอายตนะภายในพร้อมแล้วและมีวิญญาณรออยู่แล้ว เมื่อมีอายตนะภายนอกมาถึงเข้าก็จะเกิดเป็นผัสสะขึ้นมาทันที โดยผัสสะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตามอายตนะภายในทั้ง ๖ .

๙. เวทนา – ความรู้สึกต่ออารมณ์

อายตนะภายนอกนั้นเรานิยมเรียกว่า “อารมณ์” ที่หมายถึง สิ่งสำหรับให้จิตจับยึด คือเมื่อเกิดผัสสะก็จะเกิดความรู้สึกต่ออารมณ์นั้นด้วยทันที ซึ่งเวทนาก็มี ๓ อย่าง คือ(๑) สุขเวทนา ความรู้สึกสุข, (๒) ทุกขเวทนา ความรู้สึกทุกข์,และ(๓) อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ โดยเวทนาทั้ง ๓ นี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตามผัสสะทั้ง ๖.

๑๐. ตัณหา – อยากด้วยอวิชชา

กิเลส แปลว่า สกปรก หรือ เศร้าหมอง คือหมายถึงความสกปรกก็ได้ หรือหมายถึงสิ่งทำความสกปรกก็ได้ ซึ่งกิเลสนี้ก็มีอยู่ ๓ ชนิดคือ

๑. ราคะ (ติดใจ) หรือ โลภะ (อยากได้)

๒. โกธะ (โกรธแผดเผาตนเอง) หรือ โทสะ (อยากทำลาย)

๓. โมหะ (โง่ , เซ่อ, ลังเล)

กิเลสนั้นเป็นการมองจิตอย่างหยาบๆ แต่ถ้าจะมองอย่างละเอียดก็จะใช้คำว่า ตัณหา ที่แปลว่า ความอยาก ซึ่งตัณหานี้ก็แยกได้ ๓ ชนิดคือ

๑. กามตัณหา ความอยากในกามมารมณ์(สิ่งที่น่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจมาก)

๒. ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น(ในสิ่งที่น่าพึงพอใจทั้งหลาย)

๓. วิภวตัณหา ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น(ในสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจทั้งหลาย)

ตัณหาทั้ง ๓ นี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในอารมณ์ทั้ง ๖ คือเมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาแล้วก็จะเกิดตัณหาในเวทนาของอารมณ์ทั้งหลายขึ้นมาด้วยทันที.

๑๑. อุปาทาน – ความยึดมั่น

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น คือเป็นอาการที่จิตเกิดยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน-ของตนขึ้นมา ซึ่งความยึดมั่นนี้มีอยู่ ๔ ประเภท อันได้แก่

๑. กามุปาทาน ยึดมั่นในวัตถุที่น่ารักน่าใคร่

๒. ทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นในความเห็น

๓. สีลัพพัตตุปาทาน ยึดมั่นในข้อวัตรปฏิบัติ

๔. อัตตาวุปาทาน ยึดมั่นในตนเอง

ความยึดมั่นว่ามีตนเองนี้เป็นหลักละมีกาม หรือความเห็น หรือข้อวัตรปฏิบัติเป็นของตน คือมีตัวตน-ของตน(กรณีตัวตนกลางๆ) หรือตัวเรา-ของเรา(กรณีตัวตนที่ดี) และตัวกู-ของกู(กรณีตัวตนที่ชั่ว) โดยเมื่อมีตัณหาก็จะทำให้เกิดความยึดมั่นว่ามีตนเองที่เป็นผู้อยากขึ้นมาด้วยทันที.

๑๒. ภพ – ความมีความเป็น

ภพ แปลว่า ความมีความเป็น ซึ่งเป็นความมีความเป็นในทางจิต โดยภพนี้ก็มีอยู่ ๓ ลักษณะ อันได้แก่

๑. กามภพ ภพมีกาม

๒. รูปภพ ภพมีรูป

๓. อรูปภพ ภพมีอรูป

เมื่อมีความยึดว่ามีตัวตน-ของตนขึ้นมาแล้วก็จะเป็นตัวตนที่มีกามบ้าง ที่มีรูปบ้าง และที่มีอรูปบ้างตามมาทันที.

๑๓. ชาติ การเกิดทางจิต

ชาติ แปลว่า การเกิด ซึ่งก็มีทั้งการเกิดทางกายและการเกิดทางจิต โดยชาติในปฏิจจสมุปบาทนี้ก็คือการเกิดทางจิต คือเมื่อมีความมีความเป็นอย่างเต็มที่แล้วก็จะเกิดมีตัวตน-ของตน(หรือตัวเรา-ของเรา หรือตัวกู-ของกู)เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ภายในจิตทันที.

๑๔. ชรามรณะ คือทุกข์

เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้นมาแล้วก็จะเป็นทุกข์ไปตามตัวตนที่ยึดถือทันที เช่น ทุกข์เพราะมีตัวตนแก่, หรือทุกข์เพราะ ตัวตนเจ็บ, หรือทุกข์เพราะตัวตนกำลังจะตาย, หรือทุกข์เพราะมีตัวตนที่กำลังพลัดพรากจากสิ่งของหรือบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งอยู่, หรือทุกข์เพราะมีตัวตนที่กำลังประสบกับสิ่งของหรือบุคคลอันไม่เป็นที่รักอยู่, หรือทุกข์เพราะมีตัวตนที่ไม่สมปรารถนา เป็นต้น .

อาการทั้ง ๑๒ นี้สามารถย่อลงได้ ๒ อาการ คือ

๑. จากอวิชชาปรุงแต่งกันจนมาถึง อายตนะ ๖ ซึ่งเป็นอาการที่อวิชชาปรุงแต่งจิตจนทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนอ่อนๆและอายตนะรออยู่แล้ว ซึ่งปกติจิตของเราก็จะเกิดอาการนี้กันอยู่แล้วเกือบจะทั้งวัน ซึ่งก็เพียงทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่สงบเย็นบ้างเท่านั้น ยังไม่เป็นทุกข์ เพราะยังไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมา

๒. จากผัสสะปรุงแต่งกันจนมาเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นอาการขณะที่มีอารมณ์ภายนอกมาสัมผัสจิต แล้วจิตก็ปรุงแต่งกันจนเกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมา แล้วตัวเราที่เกิดมานั่นเองที่ต้องเป็นทุกข์ไปตามอาการที่ยึดมั่นถือมั่น.

 

๑๕. ปฏิจจสมุปบาทแบบสั้น

ในบางครั้งพระพุทธองค์จะทรงตรัสเรื่องปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทวารนี้แบบสั้นๆคือทรงตรัสว่า
“เมื่อตามาถึงกันเข้ากับรูป และเกิดวิญญาณทางตาขึ้น เรียกว่าผัสสะ แล้วก็ เกิดเวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ภพ , ชาติ, และทุกข์ (ซึ่งแม้ในกรณีของหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็เหมือนในกรณีของตา)”.
ในการเกิดทุกข์นั้นจะเริ่มจากการที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรานั้นได้สัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แล้วเกิดผัสสะขึ้นมา และเกิดเป็นเวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติ, และทุกข์ขึ้นมา แต่ก่อนที่จะเกิดผัสสะขึ้นมานั้นมันก็ได้มีการปรุงแต่งด้วยอวิชชาให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวตนอ่อนๆและมีอายตนะภายในรออยู่ก่อนแล้ว พอมีอารมณ์ภายนอกมาสัมผัสกับอายตนะภายในเข้าจึงเกิดเป็นผัสสะ, เวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติ, และทุกข์ไปตามลำดับอย่างรวดเร็ว ซึ่งการตรัสนี้ก็คืออาการอย่างที่ ๒ ที่เริ่มจากผัสสะมาถึงทุกข์ ที่เข้าใจได้ง่าย แต่ไม่ตรัสถึงอาการเริ่มแรกตั้งแต่ต้น ที่เข้าใจได้ยาก.๑๖. นันทิ – ความเพลินในเวทนา
นันทิ แปลว่า ความเพลิน ซึ่งก็หมายถึงความเพลินในเวทนา ซึ่งมีอยู่ ๓ ชนิด คือ
๑. เพลินอยู่ในสุขเวทนาด้วยอำนาจของราคะ
๒. เพลินอยู่ในทุกขเวทนาด้วยอำนาจของโทสะ
๓. เพลินอยู่ในอทุกขมสุขเวทนาด้วยอำนาจของโมหะ
ทุกครั้งที่จิตของเราเกิดกิเลสและเกิดกระแสปฏิจสมุปบาทฝ่ายสมุทวารอยู่นั้น จิตของเราจะมีความเพลินหรือพอใจอย่างลึกๆในเวทนาอยู่ด้วย คือเพลินในสุขเวทนาด้วยราคะ(ติดใจ) เพลินในทุกขเวทนาด้วยโทสะ(ขัดเคืองใจ) และเพลินในอทุกขมสุขเวทนาด้วยโมหะ(โง่ เซ่อ)

๑๗. อนุสัย ๓

อนุสัย หมายถึง ความเคยชิน คือทุกครั้งที่จิตของเราได้เกิดกิเลสตัวใดขึ้นมาแล้วและแม้มันจะดับไปแล้วก็ตาม มันจะทิ้งความเคยชินไว้ให้ คือมันจะทำให้จิตของเราเกิดกิเลสตัวนั้นได้ง่ายยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเกิดกิเลสขึ้นมาบ่อยๆก็จะยิ่งมีอนุสัยมากขึ้น ซึ่งอนุสัยนี้ถ้าจะแยกแล้วก็ได้ ๓ ประเภท อันได้แก่

๑. ราคานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทราคะขึ้นมาอีก
๒. ปฏิฆานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทโทสะขึ้นมาอีก
๓. อวิชชานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดอวิชชาขึ้นมาอีก
อนุสัยนี้จะเกิดมาจากนัททิอีกทีหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า “ไม่ว่ากิเลสตัวใดจะเกิดขึ้นมาในจิตเรา มันหาได้ทิ้งความเคยชินที่จะเกิดเฉพาะกิเลสของตัวนั้นไว้ไม่ แต่มันจะเกิดความเคยชินที่เหลืออีกสองตัวทิ้งเอาไว้ให้แก่จิตด้วยเสมอทุกครั้ง” คือสรุปว่าไม่ว่ากิเลสตัวใดจะเกิดขึ้น มันจะทิ้งอนุสัยของกิเลสทุกตัวไว้ให้ด้วยเสมอ เช่นคนที่มีราคะมากๆ ก็จะมีโทสะมากและมีอวิชชามากตามไปด้วย เป็นต้น.๑๘. อาสวะ ๓
อาสวะ หมายถึง สิ่งที่ผลักดันกันออกมาจากการสั่งสมเอาไว้ ซึ่งอาสวะนี้ก็แยกได้ ๓ ประเภท อันได้แก่
๑. กามาสวะ กามที่ผลักดันอันออกมา
๒. ภวาสวะ ภพที่ผลักดันอันออกมา
๓. อวิชชาสวะ อวิชชาที่ผลักดันกันออกมา
เมื่อเรามีอนุสัยมากๆ พอเกิดผัสสะและเวทนาใดๆขึ้นมาก็จะทำให้ ตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติ,และทุกข์ก็จะเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วทันที ซึ่งจะห้ามได้ยากหรือไม่ได้เลยถ้ามีอนุสัยสั่งสมเอาไว้มากๆ.๑๙. สังโยชน์ ๑๐
สังโยชน์ หมายถึง เครื่องผูก คือหมายถึงสิ่งที่ผูกจิตให้ติดอยู่ในทุกข์ซึ่งแยกตามลำดับหยาบไปหาละเอียดได้ ๑๐ ขั้นอันได้แก่
๑.สักกายทิฎฐิ ความเห็นว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตน(อัตตา)
๒.วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจในคำสอนหรือสิ่งที่เชื่อถืออยู่
๓.สีลัพพตปรามาส การปฏิบัติที่ผิดจากจุดมุ่งหมายที่แท้จริง
๔.กามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามารมณ์
๕.ปฏิฆะ ความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจ
๖.รูปราคะ ความติดใจในสุขเวทนาจากรูปารมณ์
๗.อรูปาราคะ ความติดใจในสุขเวทนาจากอรูปารมณ์
๘.มานะ ความถือตัวเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น
๙.อุจธัจจะ ความฟุ้งซ่านหรือตื่นเต้นเล็กๆน้อย
๑๐.อวิชชา สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน
เมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรมก็จะทำลายสังโยชน์ ๓ ตัวแรกได้ ส่วนสังโยชน์ที่ละเอียดที่เหลือนั้นจะต้องมีการปฏิบัติอริยมรรคให้มากและต่อเนื่อง จนทำให้ความเคยชินของกิเลสและอวิชชาถูกตัดอาหารหรือขาดความเคยชินเพิ่ม มันก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายหรือหมดความเคยชินไปของมันเอง.

๒๐. กุศล-อกุศล-อพยากฤต

ธรรมหรือสิ่งต่างๆนี้สามารถแยกได้ ๓ ประเภท อันได้แก่

๑. กุศลธรรม สิ่งที่ถูกต้องดีงาม
๒. อกุศลธรรม สิ่งที่ไม่ถูกต้องดีงาม
๓. อพยากตาธรรม สิ่งที่บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี
กุศล แปลว่า ฉลาด, ถูกต้อง, ดีงาม ซึ่งได้แก่ กุศลกรรม, ศีล, บุญ,ทาน, มรรค, วิชชา เป็นต้น
อกุศล แปลว่า ไม่ฉลาด, ผิด, ชั่ว ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรม, บาป, กิเลส, นิวรณ์, สังโยชน์ เป็นต้น
อพยากฤต แปลว่า บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งได้แก่นิพพาน และสภาวะของพระอริยบุคคล

๒๑. กรรม การกระทำด้วยเจตนา

กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา คือถ้าเรามีเจตนาในการกระทำไม่ว่าจะทางกาย หรือวาจา หรือใจของเราก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นกรรม แต่ถ้าไม่มีเจตนาจะเรียกว่าเป็น กิริยาและมีผลเป็นปฏิกิริยา(เช่นถ้าเราเดินไปเหยียบสัตว์เล็กๆตายโดยไม่เจตนาก็มีผลเป็นเพียงสัตว์ตายเท่านั้น ไม่เรียกว่าเป็นกรรม)

กรรมนี้แยกออกได้ ๒ ประเภทใหญ่ๆ อันได้แก่
๑. กุศลกรรม กรรมดี
๒. อกุศลกรรม กรรมชั่ว
เรื่องกรรมนี้ก็คือเรื่องกิเลส ซึ่งเจตนาก็มาจากกิเลส โดยกรรมดีก็คือการกระทำทางกาย หรือวาจา หรือใจก็ตามที่ทำไปด้วยเจตนาดีหรือกิเลสที่อยากทำดี เช่น ให้ทาน รักษาศีล ช่วยเหลือผู้อื่น มีความเห็นถูก เป็นต้น ซึ่งบางทีก็เรียกว่าสุจริต ที่หมายถึง จิตใจที่ดีงาม ส่วนกรรมชั่วก็คือการกระทำทางกาย วาจา หรือใจก็ตามที่ทำไปด้วยเจตนาชั่วหรือกิเลสที่อยากทำชั่ว เช่น ทำร้ายชีวิต, พูดเพ้อเจ้อ, คิดโลภ, มีความเห็นผิด เป็นต้น ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทุจริต ที่หมายถึงจิตใจที่ชั่ว.

๒๒. วิบาก ผลจากกรรม

วิบาก แปลว่า ผลจากกรรม ซึ่งผลกรรมในที่นี้จะหมายถึงผลในทางจิตใจอันได้แก่

๑. วิบากดี คือความสุขใจ อิ่มใจ สบายใจ
๒. วิบากชั่ว คือความทุกข์ใจ ร้อนใจ ไม่สบายใจ
วิบากนี้จะมีการให้ผลอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจาก ๓ ช่วง อันได้แก่
๑. ทิฏฐธรรม คือทันทีขณะที่ทำกรรมอยู่
๒. อุปปัชชะ คือขณะต่อมา
๓. อปรปริยายะ คือขณะต่อมาอีก
เมื่อเราทำกรรมใดไปแล้ว ถ้าไม่เกิดวิบากในขณะที่ทำกรรมนั้นอยู่ ก็จะเกิดเมื่อทำกรรมนั้นเสร็จแล้ว หรือถ้ายังไม่เกิดหลังจากทำเสร็จแล้วใหม่ๆ ก็จะเกิดในเวลาต่อๆมาอีก ซึ่งผลนี้ก็มาจากสามัญสำนึกของจิตเราเอง คือเมื่อทำดีจิตสำนึกมันก็จะรู้อยู่ว่าเป็นความดี แล้วมันก็จะเกิดความสุขใจขึ้นมาเองทันที แต่ถ้าทำชั่วจิตสำนึกมันก็รู้อยู่ว่าเป็นความชั่วหรือไม่ดี แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ใจหรือไม่สบายใจขึ้นมาของมันเองทันที ซึ่งนรกก็คือความทุกข์ใจอย่างมากเพราะทำชั่วเอาไว้มาก ส่วนสวรรค์ก็คือความอิ่มเอมใจมากเพราะทำความดีเอาไว้มากนั่นเอง
เรื่องกรรมนี้จัดเป็นอจินไตย คือไม่ควรสนใจเพราะไม่ใช่ทางพ้นทุกข์และหาข้อยุติตายตัวไม่ได้ คือในวันหนึ่งๆเราได้ทำกรรมทั้งดีและชั่วปนกันอยู่มากมาย ดังนั้นวิบากจึงมีทั้งดีและชั่วที่จะมาส่งเสริมกันถ้าเหมือนกัน แต่จะหักล้างกันถ้าตรงข้ามกัน จึงทำให้ผลในแต่ละขณะนั้นเอาแน่ไม่ได้ว่าเป็นผลจากกรรมใดและขณะใดแน่ อย่างเช่นถ้าเราเคยทำชั่วเอาไว้มากมาก่อน แต่เพิ่งจะมาทำดีเพียงนิดเดียว ดังนั้นผลดีจึงถูกหักล้างไปหมดจึงไม่เกิดผลดีให้เห็นเมื่อทำดีนั้นเสร็จลง เป็นต้น.

๒๓. บุญ-บาป

บุญ หมายถึง ความดี, โชค, ความสุข คือถ้าเราทำดีก็เรียกว่าทำบุญ และเมื่อเกิดผลดีก็เรียกว่าเป็นผลบุญ ส่วน บาป หมายถึง ความชั่ว, ซวย, ความทุกข์ คือถ้าเราทำชั่วก็เรียกว่าทำบาป และเมื่อเกิดผลชั่วก็เรียกว่าผลบาป

บุญ-บาปนี้ก็คือเรื่องกรรมดี-กรรมชั่วที่มีวิบากดี-วิบากชั่วนั่นเอง แต่มองต่างกันบ้าง คือการมองว่าเป็นบุญหรือบาปนี้จะมองกว้างกว่ากัน คือมองว่าบุญหรือบาปนี้จะเป็นปัจจัยให้ชีวิตดีขึ้นหรือเลวลงได้ เช่นคนทำดีก็จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ส่วนคนทำชั่วก็จะทำให้ชีวิตเลวลง เป็นต้น
เรื่องผลบุญ หรือผลบาปนี้เป็นเรื่องที่ไม่แน่ไม่นอนเราจึงไม่ควรยึดถือ เพราะบางทีถ้าเราทำดีแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครมาส่งเสริมช่วยเหลือก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ หรือคนทำชั่วที่ปกปิดไว้ไม่มีใครรู้ ก็ไม่ถูกลงโทษ หรือชีวิตไม่ตกต่ำได้เหมือนกัน ซึ่งคำสอนเรื่องบุญ-บาปเช่นนี้ดูว่าจะเป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์เสียมากกว่า.๒๔. วัฏฏะสงสาร
วัฏฏะสงสาร หมายถึง การวนเวียนเป็นวงกลม ซึ่งหมายถึงการที่จิตวนเวียนอยู่ในอาการทั้ง ๓ อันได้แก่
๑. กิเลสวัฏฏะ วนอยู่ในกิเลส
๒. กรรมวัฏฏะ วนอยู่ในกรรม
๓. วิบากวัฏฏะ วนอยู่ในวิบาก
เมื่อจิตเกิดกิเลสแล้วกิเลสก็ผลักดันให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบากที่ดี(สุขใจ)บ้าง ไม่ดี(ทุกข์ใจ)บ้าง เมื่อได้รับวิบากดีก็ทำให้เกิดกิเลสอยากทำกรรมนั้นต่อไปอีก ถ้าได้รับวิบากไม่ดีก็ทำให้เกิดกิเลสอยากทำกรรมอื่นเพื่อให้ได้วิบากดีต่อไปอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไปไม่หยุด คือสรุปว่าเป็นอาการ “อยาก-ทำ-ได้” วนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไปพร้อมกับความทุกข์ ถ้าปรารถนาจะพ้นจากทุกข์ก็ต้องทำลายวัฏฏะสงสารนี้เสียด้วยอริยมรรคจึงจะพบนิพพานได้.

1_copy181show


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: