สวัสดีเสมอ


เศรษฐศาสตร์จานร้อน : นโยบายการคลัง 05 ม.ค. 2552
มกราคม 5, 2009, 5:32 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
5 มกราคม พ.ศ. 2552 00:30:00

 

 

นโยบายการคลัง
ขณะนี้ มีการพูดถึงนโยบายการคลังกันมาก เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยอย่างรุนแรงเกินความสามารถของนโยบายการเงินที่จะรับมือเพียงด้านเดียว ซึ่งเครื่องมือของนโยบายการคลังนั้น ก็คือ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลและ/หรือการลดภาษีนั่นเอง
ปัจจุบันมีความต้องการเร่งรัดการใช้นโยบายการคลังให้เพียงพอและทันท่วงทีในการกอบกู้เศรษฐกิจ ดังนั้น เราจึงควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการคลังให้ครบถ้วนที่สุด
ประการแรก ควรเข้าใจร่วมกันว่ารัฐบาลแตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ในประเทศ คือ มีอำนาจเก็บภาษีซึ่งเป็นอำนาจในการนำเงินจากคนกลุ่มหนึ่งในประเทศ มาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในประเทศ ทั้งนี้ จะทำในปัจจุบันหรืออนาคตก็ได้ อาทิเช่น การใช้จ่าย 100 บาทของรัฐบาลในวันนี้อาจจะมาจากการเก็บภาษี 80 บาทในวันนี้ บวกกับการกู้เงิน 20 บาทในวันนี้ เงินกู้จำนวนนี้รัฐบาลจะเก็บภาษีมาใช้คืนในอนาคต ซึ่งการเก็บภาษีมาใช้จ่ายของรัฐบาลนั้นปกติแล้วมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
1. นำมาใช้สนับสนุนการดำเนินการของรัฐในการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยในบุคคลและทรัพย์สินตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความเป็นธรรมและการดำเนินธุรกิจการค้า ฯลฯ
2. ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น อาทิเช่น การใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

3. นำมาใช้ในการลงทุนระยะยาว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาของเศรษฐกิจ

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ (John Maynard Keynes) ให้ความสำคัญกับนโยบายการคลังในการช่วยกอบกู้เศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากวงจรตกต่ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการขาดความมั่นใจอย่างรุนแรง ทำให้ความต้องการสินค้าและการลงทุนหดตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาการใช้จ่ายจำนวนมากของรัฐบาล เพื่อชดเชยความต้องการที่หดตัวดังกล่าว โดยรัฐบาลจะต้องใช้งบขาดดุล (กู้เงินจากเอกชน) ในปริมาณที่เพียงพอที่จะเพิ่มอุปสงค์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อดึงให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากวงจรตกต่ำดังกล่าว ทั้งนี้ จะต้องเน้นว่า การขาดดุลงบประมาณ เป็นจำนวนมาก เพราะการใช้จ่ายเพิ่มโดยเก็บภาษีจากประชาชนในจำนวนเท่ากัน จะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากพอ

นอกจากนั้น นโยบายการคลังก็มักจะทำงานโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว อาทิเช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานมากขึ้นรัฐบาล ก็จะจ่ายเงินยังชีพให้ผู้ตกงานมากขึ้น ส่วนภาษีที่เก็บจากธุรกิจและประชาชนจะน้อยลง ผลคือในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำการขาดดุลงบประมาณ จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และในทางตรงกันข้ามเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีจะมีการเกินดุลงบประมาณ เพราะภาษีจะเก็บได้มากขึ้นและรายจ่ายก็จะลดลงเพราะคนว่างงานลดลง

สำหรับประเทศไทยนั้นนโยบายการคลังมีความอัตโนมัติต่ำกว่าด้วยเหตุผลดังนี้

1. สัดส่วนของเงินเดือนข้าราชการและค่าใช้จ่ายประจำสูงประมาณ 60% ของรายได้ภาครัฐ ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและรายได้ลดลงก็จะทำให้สัดส่วนของงบประมาณที่ใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงลดลงไปด้วย

2. สัดส่วนของการจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการสังคมต่ำ ทำให้เงินช่วยเหลือผู้ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

3. มีกฎหมายจำกัดการกู้เงิน (หรือขาดดุลงบประมาณ) ไม่ให้เกิน 20% ของรายจ่ายภาครัฐดังนั้น หากเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเก็บรายได้ได้น้อยลง ทำให้มีข้อจำกัดในการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงสรุปได้ว่าการคลังของไทยมีลักษณะผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (pro-cyclical) คือ เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำรัฐจะฝืนกระแสได้ในขอบเขตที่จำกัดกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดในการขาดดุลเป็นรายปี ทำให้นโยบายการคลังมีลักษณะ counter-cyclical หรือฝืนการตกต่ำทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

แม้ว่าประเทศพัฒนาแล้วจะไม่มีการจำกัดการกู้เงินรายปี ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รักษาวินัยทางการคลัง เพราะส่วนใหญ่จะมีการกำหนดสัดส่วนหนี้สินภาครัฐมิให้สูงกว่า 60-80% ของจีดีพี แต่การจำกัดการขาดดุลงบประมาณเป็นรายปีนั้นลดความยืดหยุ่นของนโยบายการคลังในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจอย่างมาก อาทิเช่น กรณีของประเทศไทยจะขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 3.5-4% ของจีดีพีในปี 2009 แต่รัฐบาลสหรัฐสามารถจะขาดดุลงบประมาณได้สูงถึง 6-7% ของจีดีพีเพื่อลดผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน การใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมีข้อจำกัด คือ ความล่าช้าในการจัดทำโครงการและกระบวนการอนุมัติโครงการ นอกจากนั้น ยังจะมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลและคอร์รัปชัน ดังนั้น หากจะให้ได้ผลรวดเร็วและรั่วไหลน้อยที่สุด สิ่งที่ควรทำมากกว่า คือ การลดภาษี แต่ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ลดภาษีรายได้นิติบุคคล เพราะจะเป็นการช่วยบริษัทที่แข็งแรงอยู่แล้ว (จึงมีกำไรที่เสียภาษีได้) ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากภาษีที่ลดลงนั้นบริษัทก็คงจะนำเอาไปใช้จ่ายลงทุนน้อยมาก เมื่อพิจารณาจากความตกต่ำของเศรษฐกิจ แต่หากจะกำหนดเงื่อนไขว่าจะลดภาษีให้เฉพาะบริษัทที่มีกำไร และไม่ลดคนงานก็จะบิดเบือนการปรับตัวทางธุรกิจ

จึงต้องกลับมาถามว่ารากเหง้าของความตกต่ำของเศรษฐกิจคืออะไร คำตอบคือความมั่งคั่งที่ลดลงจากการปรับตัวของราคาหุ้น พันธบัตร บ้านและสินทรัพย์อื่นๆ ทำให้คนทั่วโลกจนลง จึงจะบริโภคน้อยลง ทำให้บริษัทมียอดขายลดลงจึงต้องลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงานและลดการลงทุน สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐบาลจะช่วยทดแทนการลดลงของอุปสงค์โดย

1. เพิ่มการบริโภคหรือการลงทุนของภาครัฐ โดยการเพิ่มรายจ่าย แต่ก็อาจเกิดปัญหาความล่าช้าและรั่วไหลดังที่กล่าวข้างต้น

2. เพิ่มการบริโภคของประชาชนโดยการลดภาษีบริโภคหรือภาษีรายได้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ในสหรัฐการลดภาษีเงินได้ประชาชนลง 100 ดอลลาร์ ประชาชนจะนำไปใช้จ่ายเพียง 30 ดอลลาร์ ดังนั้น การลดภาษีบริโภคจึงได้ผลในการกระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่า

3. กระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งคำถาม คือ รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการใดได้บ้างที่จะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที วิธีที่ตรงที่สุด คือ การถามนักลงทุนต่างชาติว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนในไทย ซึ่งถ้าให้ผมตอบก็น่าจะเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง และการเปิดเสรีภาคธุรกิจต่างๆ ที่ปัจจุบันมีการกีดกันต่างชาติอย่างชัดเจนครับ
 
 
 
 

 

Advertisements

1 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความที่นำมาแบ่งปันให้กัน

ความเห็น โดย โปรแกรมบัญชี




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: