สวัสดีเสมอ


อิทัปปจจยตา, กฎ
พฤศจิกายน 18, 2008, 1:14 am
Filed under: Uncategorized

กฎอิทัปปจจยตามาจากคำว่า อิทะ แปลว่า นี้, ปจจยตา แปลว่า ความเป็นปัจจัยกฎอิทัปฯ เป็นกฎธรรมชาติ พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้เปิดเผยและนำมาอธิบายความเป็นไปของสภาวธรรมในมิติต่างๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม (จิต) ถ้าใครเข้าใจกฎอิทัปปจจยตา นอกจากจะทำให้ผู้ศึกษาปฏิบัติเข้าถึงธรรมะ รู้แจ้งในธรรมะ จากปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลส ก้าวไปสู่พระอริยบุคคลชั้นต้นนับแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นลำดับ กฎอิทัปปจจยตานี้เป็นหลักหรือเป็นตัวตั้งหรือเป็นกฎทั่วไป (General law) (พระไตรปิฎกไทยเล่มที่ 29 ข้อที่ 865) มีใจความว่า
       
        อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี
        อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น
        อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี
        อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ
       
        เมื่อพระพุทธองค์ทรงนำมาประยุกต์กับความเป็นไปของจิต หรือการปรุงแต่งของจิตอันทำให้เกิดความทุกข์ทางใจ พระพุทธองค์ทรงเรียกชื่อใหม่ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” (ปฏิจจะ แปลว่าอาศัยสมุปบาท แปลว่าเกิดขึ้นครบถ้วน) และทรงตรัสว่า “กล่าวคือเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
       
        ส่วนฝ่ายดับเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า เพราะอวิชชานั้นแลดับด้วยสามารถ ความสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ (สังขารในที่นี้หมายถึงการปรุงแต่งทางจิต เรียกว่า จิตตสังขาร) ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่าความกังวลอะไรๆ ว่าสิ่งนี้ของเราหรือว่าสิ่งนี้ของคนเหล่าอื่น”
       
        กฎอิทัปปจจยตาเป็นกฎความสัมพันธ์ตามเหตุปัจจัยของเหตุและผลหรือที่ชาวพุทธทั่วไปว่า กฎแห่งกรรมเมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุ ผลย่อมมาจากเหตุเสมอไป เรามาพิจารณาตัวบทที่ว่า เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมีหรือ “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงมี” เราก็จะพูดตามพระพุทธเจ้าได้อย่างไม่ผิดเลย ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินได้ฟัง ได้อ่านอริยสัจ ๔ คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ขยายความว่า (เมื่อสิ่งนี้มี) เมื่อมีสมุทัย หรือทุกขสมุทัย อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ อวิชชา คือความไม่รู้แจ้งในสภาวธรรม และตัณหา 3 ได้แก่
       
        (1) กามตัณหาคือความทะยานอยากในรูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส เกินความพอดี
       
        (2) ภวตัณหาความทะยานอยากที่จะเป็นโน่นเป็นนี่ (อันไม่ตรงตามวิถีธรรม) เช่นอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เหตุปัจจัยองค์ประกอบไม่พร้อม ความอยากเป็นดังกล่าวย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์
       
        (3) วิภวตัณหาความทะยานอยากที่จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่ เช่น คนที่เป็นนายกฯ อยู่แล้วก็อยากที่จะเป็นนายกฯ นานๆ ไม่อยากลงจากเก้าอี้ทั้งๆ ที่เหตุปัจจัยต้องลงจากเก้าอี้ ความไม่อยากกลับไปทำหน้าที่อย่างอื่น ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ คนฉลาดจะไม่เป็นทุกข์ด้วยเหตุแห่งกามตัณหา, ภวตัณหาและวิภวตัณหา เพราะท่านรู้เหตุปัจจัย หรือรู้กฎความสัมพันธ์ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ นั่นเอง
       
        อันว่าทุกข์ย่อมเป็นผล ที่มาจากเหตุ คือสมุทัย เมื่อมีสมุทัยเป็นเหตุ (สิ่งนี้มี) ทุกข์ก็จะเป็นผล (สิ่งนี้จึงมี) นี่แสดงให้เห็นฝ่ายเกิดทุกข์ ส่วนฝ่ายดับทุกข์ได้แก่ มรรคมีองค์ 8ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เป็นเหตุ (เมื่อมีสิ่งนี้) นิโรธ คือความดับทุกข์ เป็นผล (สิ่งนี้จึงมี) และ (เมื่อสิ่งนี้ไม่มี) คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน (ความยึดมั่น) ดับ (สิ่งนี้ก็ไม่มี) คือความทุกข์ก็จะไม่มี
       
        พระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุปัจจัยแห่งสภาวธรรมและทรงเรียกว่า “กฎอิทัปปจจยตา” พระองค์เป็นผู้รู้แจ้งสภาวธรรม จึงสามารถบัญญัติคำสอนใดๆ ก็ตามจะไม่มีคำว่าผิดพลาดได้เลย ยกตัวอย่าง มรรคมีองค์ 8 ให้พวกเราได้พิจารณาร่วมกันจนเกิดปัญญาอย่างชัดเจนในเชิงความสัมพันธ์ตามเหตุปัจจัย เห็นว่าไม่ยากจนเกินไป
       
        พิจารณามรรคข้อแรก ได้แก่สัมมาทิฐิแปลว่า ความเห็นชอบ หรือความเห็นถูกตรงตามสภาวธรรม โดยที่ไม่เกี่ยวกับความคิดของเรา โดยเห็นความจริงในดังกล่าวนี้
       
        (1) รู้แจ้งในกฎไตรลักษณ์เรียกว่าลักษณะ 3 ที่เสมอกันในสังขารทั้งปวง (สิ่งปรุงแต่ง, สิ่งที่ผสม, สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์) ทั้งปวงทั้งรูปและนาม (จิต)
       
        (2) กฎอิทัปปจจยตาหรือกฎแห่งกรรมในเบื้องต้นว่า การทำกรรมดีเป็นเหตุ ย่อมได้รับผลดี การทำกรรมชั่วเป็นเหตุ ย่อมได้รับผลชั่ว หลักนี้เป็นกฎตายตัว ไม่เลือกว่าเป็นใครทั้งนั้นจะเป็นพระอินทร์ พรหม หรือยาจก วณิพก ราชา ใครคิดดีทำดี ย่อมได้รับผลดี ใครคิดชั่วทำชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว เมื่อเหตุชั่ว ผลก็ต้องชั่ว
       
        (3) รู้กฎอิทัปปจจยตาขั้นสูงคือเห็นว่าสังขารทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาลอยๆ สิ่งทั้งปวงหรืองสังขารทั้งปวงต้องเกิดมาจากเหตุปัจจัยบนความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลเท่านั้นไม่มีพระผู้สร้าง ไม่มีพระเจ้าที่เป็นตัวตนเป็นผู้บันดาล
       
        (4) รู้แจ้งในอริยสัจ 4และกฎปฏิจจสมุปบาท คือกฎความสัมพันธ์ที่อาศัยกันเกิดขึ้นภายในจิต เพราะการคิดปรุงแต่งทางจิต กล่าวคือ เพราะอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ
       
        เมื่อมีสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นชอบเห็นตรงเห็นถูกในธรรมแล้ว, ก็จะคิดถูกตามธรรม, จะพูดถูกตามธรรม, จะทำถูกตามธรรม, จะประกอบอาชีพถูกตามธรรม, จะมีความเพียรถูกตามธรรม, จะมีความระลึกถูก (คิดนึก) ตามธรรม, จะมีความตั้งใจมั่นถูกตามธรรม เป็นลำดับตามกฎอิทัปปจจยตา


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: