สวัสดีเสมอ


ปัญหาระบบการเงินของโลก 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 00:28:00
ตุลาคม 7, 2008, 11:43 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 00:28:00
ปัญหาระบบการเงินของโลก
ปัญหาระบบการเงินขภ??โลก September 2008

ปัญหาระบบการเงินของโลก September 2008

:

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผมต้องขออภัยท่านผู้อ่านบทความที่ตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผมกล่าวถึงรูปที่ใช้อธิบายหลักการของการที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ เข้าไปซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินเพื่อพยุงมิให้ราคาสินทรัพย์ตกต่ำมากจนเกินไป แต่ปรากฏว่าในบทความมิได้ลงรูปที่กล่าวถึง ซึ่งต่อมากรุงเทพธุรกิจได้นำรูปดังกล่าวลงในเว็บให้แต่ก็ยังเป็นรูปที่มีขนาดเล็กมองเห็นได้ยาก แต่ก็หวังอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจในหลักการแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมามีการวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ร่างกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ (mortgage related securities) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาล่างในวันที่ 3 ตุลาคม และประธานาธิบดีน่าจะลงนามออกมาเป็นกฎหมายอย่างรีบด่วน

คำถามต่อมาคือกฎหมายดังกล่าวจะนำเสถียรภาพกลับมาให้กับระบบการเงินของสหรัฐและของโลกได้โดยเร็วหรือไม่? คำตอบคือสถานการณ์ได้พัฒนาไปในทางลบอย่างรวดเร็วจนกระทั่งกฎหมายดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้ จะสังเกตได้ว่าในช่วง 10 วันที่รัฐบาลสหรัฐเร่งจัดทำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาอย่างเร่งรีบนั้นได้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดฝันมาหลายเหตุการณ์ ได้แก่

1. การให้สินเชื่อฉุกเฉินกับเอไอจีและการเร่งรีบอนุมัติให้มอร์แกน สแตนเลย์ และโกลด์แมนแซคส์ แปลงสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์ ทำให้วาณิชธนกิจสหรัฐซึ่งเคยมีอยู่ 5 บริษัทและเป็นผู้นำด้านวาณิชธนกิจทั่วโลกต้องสูญพันธุ์ลงไปในทันที

2. การเร่งถอนเงินออกจากธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐทำให้สถาบันประกันเงินฝากของรัฐ (เอฟดีไอซี) ต้องเข้ายึดกิจการของธนาคารวอชิงตัน มิวชัว และนำธุรกิจไปขายต่อให้กับธนาคารเจ.พี.มอร์แกน และต่อมาต้องเข้าไปยึดธนาคารวาโชเวียและขายธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้กับซิตี้แบงก์ โดยวอชิงตัน มิวชัว และวาโชเวียมีสินทรัพย์มูลค่ารวมกันเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์ แต่ถูกขายออกไปคิดเป็นมูลค่าเพียงแห่งละ 2 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

3. ที่ยุโรปเกิดการลามของปัญหาสภาพคล่องและการขาดความมั่นใจ ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องเข้าไปยึดกิจการของบริษัทปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นที่ 3 ของอังกฤษคือ แบรดฟอร์ด แอนด์ บิงค์ลีย์ และต่อมารัฐบาลประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์กก็ได้ร่วมกันเพิ่มทุนฉุกเฉินให้กับธนาคารฟอร์ติส เป็นมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการเข้าไปเพิ่มทุนให้กับธนาคารเด็คเซียโดยรัฐบาลเบลเยียมอีก 9,200 ล้านดอลลาร์

4. ธนาคารกลางสหรัฐขยายวงเงินให้กู้ซื้อคืนดอลลาร์กับธนาคารกลางของประเทศหลักๆ ทั่วโลกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดเงินโลกมากถึง 620,000 ล้านดอลลาร์ แต่ดอกเบี้ยระยะสั้นก็ยังอยู่ที่ระดับสูง สะท้อนว่าระบบการเงินก็ยังอยู่ในสภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง ในขณะที่ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในวิกฤติการเงินครั้งนี้ที่ประกาศค้ำประกันเงินฝากและพันธบัตรทั้งระบบเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ

กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครนึกฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้แม้แต่เหตุการณ์เดียว แต่ทุกๆ เหตุการณ์กลับมาเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ที่สำคัญคือปัญหายังไม่ได้ลดความรุนแรงลงเลยและการขาดแคลนสภาพคล่องพื้นฐานในตลาดเงินกำลังทำให้ธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สินเชื่อ บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์และสภาพคล่องของธุรกิจทั่วไปได้เข้าสู่สภาวะชะงักงัน ทำให้นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชั้นนำของสหรัฐเปรียบเทียบว่าขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐนั้นเสมือนกับเข้าสู่สภาวะหัวใจล้มเหลวและร่างกายได้ล้มลงไปนอนที่พื้นแล้ว

หลายคนพูดกันจนติดปากว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาซับไพร์ม แต่หากพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วก็จะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจยุโรปต้องชะงักงัน ซับไพร์มคือสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่ประวัติการคืนหนี้ไม่ดีและไม่มีรายได้เป็นหลักแหล่ง ซึ่งมูลค่าการปล่อยกู้ซับไพร์มนั้นมีเพียง 850,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 7% ของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด หากสินเชื่อดังกล่าวเสียหาย 70% ก็ยังไม่ถึง 5% ของสินเชื่อทั้งหมด

ปัญหาหลักของสถาบันการเงินสหรัฐคือการปล่อยกู้มากเพราะมั่นใจว่าราคาสินทรัพย์ไม่ลดลงและเพราะมั่นใจว่าสามารถประเมินและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม ดังเห็นได้จากตาราง

จะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินที่มีปัญหาจนต้องล้มละลายลง (เลแมน) หรือต้องไปควบรวมกับสถาบันการเงินที่มั่นคงทางการเงิน (เมอร์ริล ลินช์ควบรวมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา) หรือต้องขอแปลงตัวเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจที่มั่นคง (มอร์แกน สแตนเลย์และโกลด์แมน แซคส์) นั้นล้วนแต่ทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพราะทำธุรกิจขนาดใหญ่มีสินทรัพย์หลายแสนล้านถึงกว่าหนึ่งล้านล้าน ซึ่งวาณิชธนกิจทั้ง 4 แห่งข้างต้นมีสินทรัพย์ (Assets) รวมกันมากกว่าสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐถึง 3 เท่าตัว การที่ต้องมีสินทรัพย์เป็นจำนวนมากก็เพราะการแข่งขันสูง ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ไม่ถึง 1% (ยกเว้นโกลด์แมน แซคส์) และเมื่อได้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ต่ำแต่ต้องการอัตรากำไรสูง (ROE เกิน 20%) ก็ต้องใช้ทุนน้อยๆ คือการกว้านซื้อสินทรัพย์ 100 ดอลลาร์นั้นใช้เงินทุนของตัวเองเพียง 3-4 ดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับลดลงไป 10-15% ก็ทำความเสียหายเกินกว่าทุนที่มีอยู่

ในกรณีของธนาคารพาณิชย์นั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าเพราะมีทุนต่อหนี้สินสูงกว่าประมาณ 1 เท่าตัวของวาณิชธนกิจ (คือซื้อทรัพย์สิน 10 ดอลลาร์โดยใช้เงินตัวเอง 1 ดอลลาร์) ยกเว้นกรณีของซิตี้กรุ๊ปที่มีทุนน้อยกว่าธนาคารอื่น บางคนอาจสังเกตเห็นว่าผมรวมข้อมูลของเอไอจีเอาไว้ด้วยและดูเสมือนว่าเอไอจีมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทำไมจึงได้มีปัญหาต้องขอกู้เงินจากธนาคารกลางของสหรัฐถึง 85,000 ล้านดอลลาร์ คำตอบคือเอไอจีได้เข้าไปค้ำประกันพันธบัตรประเภทต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ โดยการขายอนุพันธ์ที่เรียกว่า Credit default swap หรือซีดีเอส ซึ่งเอไอจีจะรับรู้ความเสียหายก็ต่อเมื่อผู้ออกพันธบัตรมีปัญหา ทำให้ผู้ซื้อพันธบัตรมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายจากเอไอจีได้ การซื้อ-ขายซีดีเอสนั้นทำกันอย่างแพร่หลายและประเมินว่ามีมูลค่าตามหน้าตั๋วสูงถึง 60 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าการที่สถาบันการเงินไม่สามารถรักษาสัญญาค้ำประกันพันธบัตรกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

ในสัปดาห์หน้าคงจะต้องประเมินกันว่ากฎหมายพยุงสินทรัพย์ของรัฐบาลสหรัฐจะแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงินของสหรัฐได้มากน้อยเพียงใด ผมไม่ค่อยจะเชื่อว่าความพยายามเข้าไปซื้อสินทรัพย์จะช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก เพราะปัญหาลามไปถึงผู้ซื้อพันธบัตร (เจ้าหนี้)และความกลัวว่าสถาบันการเงินมีทุนไม่เพียงพอ สำหรับนักบัญชี ก็สามารถนึกภาพได้ว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามแก้ปัญหาด้านซ้ายของงบดุล (สินทรัพย์) แต่ปัญหาหลักในขณะนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านขวาของงบดุล (เจ้าหนี้และส่วนของทุน) ครับ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: