สวัสดีเสมอ


วิกฤติระบบการเงินสหรัฐ [ทัศนะวิจารณ์ 29 ก.ย. 2551]
กันยายน 30, 2008, 11:47 pm
Filed under: Uncategorized

 

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
29 กันยายน พ.ศ. 2551 00:51:00
วิกฤติระบบการเงินสหรัฐ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐออกมาแถลงด้วยตัวเองถึง 2 ครั้ง เพื่อดันให้รัฐสภาเร่งผ่านกฎหมายอนุมัติเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ให้รัฐมนตรีคลังใช้ซื้อสินทรัพย์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากไม่ทำเช่นนั้น ระบบการเงินของสหรัฐเสี่ยงที่จะล่มสลายลงในเร็ววันนี้

จากการติดตามข่าวสารในสหรัฐอเมริกา จะเห็นได้ว่าทั้งนายพอลสัน รัฐมนตรีคลัง และนายเบอร์นันเก้ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ เชื่อว่ามีปัญหาที่รุนแรงเช่นนั้นจริงมิได้พูดให้เกินเลยจากความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะธนาคารต่างไม่ยอมปล่อยกู้ให้กันและกันและนักลงทุนสถาบัน ตลอดจนบริษัทต่างๆ ได้ถอนเงินออกจากตลาดเงินระยะสั้น (money market) เพื่อนำเงินไปซื้อตราสารหนี้รัฐบาล ทำให้ราคาตราสารสูงขึ้น จนแทบจะไม่มีผลตอบแทนเลย

เมื่อสภาพคล่องพื้นฐานละลายหายไปในพริบตา ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อรถยนต์ และหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เศรษฐกิจของสหรัฐก็จะต้องชะงักงันลงในทันที เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ตกต่ำลงไปแล้ว หากการบริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพีถูกกระทบอย่างรุนแรงต่อไปอีก ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชาวอเมริกันและเศรษฐกิจโลกก็คงจะประเมินค่าไม่ได้

ดังนั้น นายพอลสันและนายเบอร์นันเก้ จึงยืนยันอย่างหนักแน่นให้รัฐสภาเห็นชอบตามที่เขาเสนอ เพราะแม้ว่ามาตรการของเขาจะต้องทำให้ผู้เสียภาษีเข้ามาแบกรับภาระ แต่ก็จะเสียหายน้อยกว่าการปล่อยปละละเลยให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ในตอนแรกก็ดูเสมือนว่ารัฐสภา (ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นพรรคเดโมแครต) จะเข้าใจความเร่งด่วนและภัยอันตรายที่เผชิญอยู่ แต่ก็อดที่จะตำหนิการนำเสนอกฎหมายที่ให้อำนาจกับรัฐมนตรีคลังแบบครอบจักรวาล โดยไม่มีการกำกับดูแลหรือฟ้องร้องได้ แต่การเพิ่มข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งการปรับวงเงินจากการอนุมัติทันที 7 แสนล้านดอลลาร์ มาเป็นการจ่ายเป็นงวดครั้งละ 150,000-200,000 ล้านดอลลาร์นั้น ก็อาจทำให้มาตรการไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาดเงินและตลาดทุนได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะต้องออกมาตรการเพิ่มเติมในภายหลังก็จะยากลำบากยิ่ง เพราะรัฐสภาจะต้องปิดสมัยประชุมภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ผู้แทนราษฎร 435 คนไปหาเสียงเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่นายพอลสันเองก็มีเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกไม่นานนัก โดยจะต้องมีการตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือนมกราคม 2009

ปัญหาหลักของระบบการเงินของสหรัฐในขณะนี้ คือ ตลาดไม่สามารถกำหนดราคาสินทรัพย์ที่รอขายอยู่หลายล้านล้านดอลลาร์ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เกิดจากการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างมากมายและหละหลวม ประกอบกับการทำตราสารหนี้และอนุพันธ์ต่างๆ ที่ซับซ้อนเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินทรัพย์ปรับสูงขึ้นเกินกว่าราคาที่เหมาะสมในระยะยาวมาก (A) ซึ่งปัจจุบันราคาสินทรัพย์ดังกล่าวกำลังปรับตัวลดลงมา (B)ก

แต่การปรับลดลงดังกล่าว ทำให้สถาบันการเงินได้รับความเสียหายอย่างมาก เพราะเมื่อราคาสินทรัพย์ลดลง แต่หนี้สินไม่ลดลงส่วนต่างก็ต้องนำไปลดทุนที่มีอยู่ลง และเมื่อทุนลดลงก็ต้องหาทุนมาเพิ่ม แต่หากนักลงทุนเชื่อว่าราคาสินทรัพย์จะต้องลดลงไปอีก (C) ก็จะไม่มีใครอยากเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน ตรงกันข้ามสถาบันการเงินจะต้องยอมขายสินทรัพย์ออกมา เพื่อลดสัดส่วนของสินทรัพย์ต่อทุน (deleverage) แต่การที่หลายๆ สถาบันการเงินจะต้องขายสินทรัพย์ออกมาพร้อมๆ กัน ก็ยิ่งจะตอกย้ำให้นักลงทุนเชื่อว่าราคาสินทรัพย์จะสามารถลดลง (ไปที่ C) ได้อีก แม้ว่าจะเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมในระยะยาวอย่างมาก (D)

เพื่อมิให้สถาบันการเงินจะต้องล่มสลายไปทั้งหมด (ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินต้องล่มสลายไปด้วย) นายพอลสันจึงเสนอให้รัฐบาลใช้เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ มาซื้อสินทรัพย์ที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด (C) แต่ต่ำกว่าราคาระยะยาว (D) และให้ถือสินทรัพย์ดังกล่าวไว้สัก 4-5 ปีแล้วค่อยนำออกมาขายเมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้รัฐบาล (หรือผู้เสียภาษี) ไม่จำเป็นต้องขาดทุนมากนัก โดยจะมีต้นทุน คือ การเก็บรักษาสินทรัพย์และดอกเบี้ย ที่จะต้องจ่ายสำหรับเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์

แต่ในความเป็นจริงนั้น การกำหนดราคาซื้อที่เหมาะสมจะทำได้ยากยิ่ง เพราะหากกำหนดราคาต่ำเกินไป (เพราะต้องการให้ผู้เสียภาษีเสียหายน้อย) ก็จะมิได้ช่วยกอบกู้สถานะที่ย่ำแย่ของสถาบันการเงินและระบบการเงิน และจะไม่สามารถพลิกฟื้นระบบการเงินได้ เศรษฐกิจก็จะเข้าสู่สภาวะชะงักงัน แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ขายสินทรัพย์ให้กับรัฐนั้น ในฐานะที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ก็จะมีข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำกว่าผู้ซื้อ คือ รัฐบาลอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงจะเสี่ยงต่อการซื้อสินทรัพย์ในราคาที่สูงเกินจริงตลอดเวลา

จึงมีข้อสรุปหลักๆ อยู่ 2 ข้อ คือ

1. ความน่าเชื่อถือของนายพอลสันกับนายเบอร์นันเก้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ทั้งสองคนได้เคยบอกกับรัฐสภาเมื่อ 1 ปีที่แล้วว่าปัญหาซับไพร์มเป็นปัญหาเล็กที่ระบบการเงินของสหรัฐจัดการได้ และต่อมา ก็รีบเร่งลดดอกเบี้ยและอัดสภาพคล่องเข้าระบบ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือบางบริษัท (อาทิเช่น แบร์สเติร์นส์ แฟนนี เม เฟรดดี แมค และเอไอจี) แต่ไม่ช่วยบางบริษัท (อาทิเช่น เลแมน) ทำให้นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำคนหนึ่งตำหนิว่า ทั้งสองคนดูเสมือนว่าจะคิดไปทำไปมากกว่ามีความเข้าใจในปัญหาอย่างถ่องแท้

2. ผู้เสียภาษีอเมริกันจะต้องรับภาระครั้งนี้ร่วมกับนายแบงก์อย่างแน่นอนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง โดยนายพอลสันและเบอร์นันเก้ เชื่อว่าวิธีการของตนจะเป็นภาระกับผู้เสียภาษีน้อยกว่าการปล่อยให้สถานการณ์ถดถอยต่อไปอีก แต่คนอเมริกันนั้นไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์เช่นนี้เลย เพราะคุ้นเคยกับการที่ราคาบ้านปรับสูงขึ้นทุกวัน จึงสร้างหนี้และไม่ออม ดังนั้น อนาคตของคนอเมริกันในช่วง 1-2 ข้างหน้าจึงไม่สดใสเลย และน่าจะคล้ายคลึงกับคนไทยในปลายปี 1997-1998 ครับ

วิกฤติระบบการเงินสหรัฐ

วิกฤติระบบการเงินสหรัฐ

 

 

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: