สวัสดีเสมอ


เศรษฐศาสตร์จานร้อน : นโยบายการเงินในโลกที่ผันผวน [08 กย. 2551]
กันยายน 9, 2008, 8:44 pm
Filed under: Uncategorized

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ชื่อเรื่องบทความวันนี้ เป็นชื่อเรื่องของการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2551 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง จึงอาจไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากเท่ากับปีก่อนๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และแม้ว่าผมจะได้ร่วมการสัมมนาเพียงช่วงสุดท้าย แต่ก็ได้อ่านบทวิเคราะห์ทั้ง 5 บทวิเคราะห์ ที่นำเสนอในการสัมมนาดังกล่าว ซึ่งผมขอสรุปประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญ ดังนี้

1. แม้เงินเฟ้อปัจจุบันจะเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและสินค้าเกษตรที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งมองได้ว่าเป็น cost-push inflation แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีกในระยะยาว เพราะความต้องการสินค้าเกษตรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศใหญ่ๆ อาทิเช่น จีน และอินเดียที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับสูงไปอีกหลายสิบปี ดังนั้น แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน และสินค้าเกษตรจะไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว

2. ประสบการณ์ในอดีต เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เมื่อเศรษฐกิจไทย (และเศรษฐกิจโลก) เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการเงินที่หละหลวมเกินไป เมื่อเผชิญกับการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน

3. วิวัฒนาการทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดปัญหา 3 ประการ คือ 1.ฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์) 2.ความกลัวความเสี่ยงลดลง และ 3.มีการกู้เงินกันมากเกินไป จนเป็นอันตรายต่อระบบการเงิน เป็นบทเรียนให้ธนาคารกลางควรเข้ามาแทรกแซง เพื่อป้องกันมิให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีก กล่าวคือ จะปล่อยให้กลไกตลาดดูแลความเสี่ยงด้วยตัวเองไม่ได้

4. อย่างไรก็ดี วิวัฒนาการทางการเงิน ทำให้นโยบายการเงิน (อาทิเช่น การปรับขึ้น-ลด ดอกเบี้ย และการดูแลปริมาณเงินในระบบ) มีประสิทธิภาพในการส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยลงกว่าเดิม แต่การคาดการณ์ของตลาด เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตกลับมีบทบาทสำคัญ แปลว่า การส่งสัญญาณของธนาคารกลาง และความน่าเชื่อถือของสถาบันดังกล่าว น่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมระบบการเงิน

5. ในระยะสั้น การแทรกแซง ทำให้เงินบาทแข็ง จะมีประสิทธิผลสูง และให้ผลได้เร็วกว่าการปรับดอกเบี้ยขึ้นในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ไม่ใช่มาตรการที่จะให้ผลได้ดีในระยะยาว การเข้าไปขายดอลลาร์และซื้อบาทเพื่อทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่านั้น ย่อมลดสภาพคล่องในระบบลงไปด้วย ซึ่งจะกดดันให้ดอกเบี้ยปรับขึ้น แต่หาก ธปท. กำหนดดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ระดับต่ำ ก็จะต้องหันมาเพิ่มปริมาณบาทในระบบ เพื่อมิให้ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการหักล้างการแทรกแซงค่าเงินบาท ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก ดังนั้น การแทรกแซงค่าเงิน จึงเป็นมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพจากความผันผวนของตลาด แต่จะฝืนปัจจัยพื้นฐานไม่ได้

6. ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทย พึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แต่ดูเสมือนว่าการพึ่งพาดังกล่าวและกระแสโลกาภิวัตน์ ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของนโยบายการเงิน แต่ข้อสรุปตรงนี้ อาจต้องศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป เพราะหากเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ประสิทธิผลของนโยบายของประเทศเล็กๆ อาทิเช่น ไทยก็น่าจะลดลง

ประเด็นที่ถูกนำเสนอมานั้น น่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่จะน่าสนใจมากกว่า หากมีการนำเอาผลการดำเนินนโยบายการเงินแบบตั้งเป้าเงินเฟ้อ (inflation targeting) มาประเมินอย่างลึกซึ้งด้วย ซึ่งผมมีข้อสังเกตดังนี้

1. นโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ในหลักการ แปลว่าจะไม่เน้นการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน (เพราะเน้นการบริหารจัดการเงินเฟ้อ โดยการปรับอัตราดอกเบี้ย) แต่ปรากฏว่า การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกิจกรรมหลักของธปท. เห็นได้จากปริมาณทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทุนสำรองลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็สะท้อน การแทรกแซงค่าเงินในทางกลับกัน

2. ธปท.ตั้งเป้าเงินเฟ้อให้ตนเองเป็นเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งมีความผันผวนน้อย (เพราะไม่รวมอาหารและพลังงาน ซึ่งราคาผันผวนมาก) และยังตั้งกรอบเอาไว้ค่อนข้างกว้าง คือ 0-3.5% และธปท.เข้าใจดีว่า จะต้องเน้นการคาดการณ์เงินเฟ้อเพื่อปรับดอกเบี้ยขึ้นให้ทันท่วงที เพื่อมิให้เงินเฟ้อพื้นฐานสูงเกินเพดานที่ 3.5% แต่เมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนกรกฎาคมสูงเกินเพดาน ก็ดูเหมือนจะไม่รู้สึกทุกข์ร้อนมากนัก อาจเป็นเพราะถูกกระแสกดดันให้เป็นห่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า น่าจะเกิดคำถามได้ว่า เพดาน 3.5% นั้นเป็นเพดานจริงๆ หรือเป็นเพดานที่ยืดหยุ่นได้ เพราะธปท.มีเป้าหมายอื่นๆ อีก (อาทิเช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจ) ซึ่งหากมีจริงควรจะต้องกำหนดออกมาให้ชัดเจนที่สุด เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบและเข้าใจ ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะหมายถึงความน่าเชื่อถือของธปท.ด้วย ซึ่งความน่าเชื่อถือนั้นจะทำให้ธปท.สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์ (anchor expectations) ของตลาดได้ อาทิเช่น หากตลาดเชื่อว่าธปท.ไม่จริงจังกับเป้าหมายเงินเฟ้อของตนเอง และอาจให้ความสำคัญกับอัตราแลกเปลี่ยน (ที่เอื้อต่อการส่งออก) หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ก็จะทำให้ตลาดเชื่อว่า เงินเฟ้อพื้นฐานอาจจะสูงขึ้นเป็น 4.5% ก็ได้ ซึ่งจะทำให้การปรามเงินเฟ้อในระยะยาวทำได้ยากมากขึ้น

3. ผมเชื่อว่าใน 10 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อของโลกจะสูงขึ้นกว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำ (คือ การล่มสลายของคอมมิวนิสต์ ทำให้โลกทุนนิยมได้รับการถ่ายเทแรงงานและทรัพยากรราคาถูกจากโลกคอมมิวนิสต์) ได้จบลงไปแล้ว และประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อโลกให้สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกจึงเสี่ยงกับเงินเฟ้อมากกว่าเสี่ยงกับการตกต่ำหากเศรษฐกิจในระยะยาว จริงอยู่เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงในระยะสั้น (1-2 ปีข้างหน้า) เพราะปัญหาสถาบันการเงินที่กำลังทำให้เกิดความฝืดเคืองของสินเชื่อ (credit crunch) แต่ในระยะยาวนั้น ผมเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์ของธปท.ว่า โลกจะเผชิญกับปัญหา cost push inflation ที่ยืดเยื้อ เมื่อเป็นเช่นนั้นธปท.จึงน่าจะเร่งการ “จัดทัพ” นโยบายการเงินให้เกิดความชัดเจนทั้งในเชิงของเป้าหมายนโยบายต่างๆ และลำดับของความสำคัญของเป้าหมายดังกล่าวมากที่สุด เพราะผมเชื่อว่าความชัดเจนและความน่าเชื่อถือของนโยบาย จะต้องถูกทดสอบในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าครับ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: