สวัสดีเสมอ


เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ปัญหาเงินเฟ้อของประเทศไทย 23 มิ.ย. 2551
สิงหาคม 14, 2008, 11:22 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
23 มิถุนายน พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ปัญหาเงินเฟ้อของประเทศไทย

 

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในการประชุมของรัฐมนตรีคลังของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ คือ กลุ่มจี 8 ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนท่าทีจากเดิม ที่กลัวปัญหาสภาพคล่องและสินเชื่อชะงักงันจากวิกฤติ subprime ของสหรัฐ มาแสดงความเป็นห่วงปัญหาเงินเฟ้อจากการปรับขึ้นราคาของน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะกรณีแรกคือ การกลัวเศรษฐกิจหดตัวจากธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อมาเป็นการกลัวเงินเฟ้อ

ซึ่งทางแก้คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการและประชาชนไม่คาดหวังว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นแต่ด้านเดียว แต่จะต้องกังวลว่ากำลังซื้ออาจจะหดตัวลงด้วย ซึ่งจะเป็นการปรามเงินเฟ้อไม้ให้ทะยานตัวขึ้นไปจนควบคุมไม่ได้

ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องเข้าใจร่วมกัน เพราะในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งบทสัมภาษณ์ ดร.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อ 16 มิถุนายน มีประเด็นเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญๆ ซึ่งผมของนำมาถ่ายทอดและตีความให้อ่านกันในครั้งนี้ครับ

1. ขณะนี้เงินเฟ้อทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทั้งในส่วนของเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่สำคัญคือ ธปท.มองว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เพียงเงินเฟ้อเร่งตัวจากแรงกดดันด้านราคา (cost push) แต่เมื่อต้นทุนปรับสูงขึ้นและนำไปสู่การขึ้นราคาและค่าจ้างแรงงาน….ทำให้เงินเฟ้อที่เร่งตัวตอนนี้มาจากแรงกดดันด้านบริโภคด้วย (demand pull)” ผลก็คือราคาสินค้าจะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

2. เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นข้อคิดจาก ธปท.ว่า “ถึงแม้การส่งออกจะแผ่วลงไปบ้าง แต่ภาคการใช้จ่ายในประเทศยังคงเดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นสามารถบอกได้ว่า ขณะนี้ปัจจัยด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะมีมาตรการต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อ” ซึ่งสำหรับผมแปลว่า เศรษฐกิจขยายตัวดีพอใช้ได้ ดังนั้น ธปท.จึงน่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อลดเงินเฟ้อลงได้

ดังนั้นจึงเห็นว่า “การปรับดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นตัวทำร้ายเศรษฐกิจมากนัก (เพราะ) ถือว่าดอกเบี้ยของเรายังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวมากขนาดนี้” ตรงนี้หลายคนอาจแย้งว่าเพียงเท่านี้ก็มีปัจจัยรุมเร้ามากมายอยู่แล้ว ธปท.จะยังต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อเพิ่มภาระทางการเงินอีกทำไม

3. คำตอบคือ “บทบาทของ ธปท.” คือเราต้องส่งสัญญาณไปว่า ธปท.จะดูแลเงินเฟ้ออย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้การขอปรับขึ้นราคาสินค้ามากๆ โดยไม่มีเหตุผลลดลงไปได้และสินเชื่อก็จะไม่เร่งตัวมากเช่นกัน การส่งสัญญาณเป็นเรื่องของจิตวิทยา ถ้าคิดว่าเงินเฟ้อจะสูงมาก ก็จะมีการเรียกร้องขอขึ้นราคาเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ คือ ในช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 8% ทำให้รัฐบาลและเอกชนต้องปรับค่าจ้างและเงินเดือนขึ้นเพื่อชดเชยการเพิ่มของเงินเฟ้อ เมื่อผู้ประกอบการเห็นดังนั้นก็เชื่อว่าในอนาคตจะสามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ 8-10% ไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทุกคนจึงจะเรียกร้องปรับราคาสินค้าของตนและค่าจ้างของตนเพิ่มขึ้น 8-10% เช่นกันและเมื่อทุกคนคิดเช่นนั้นและเรียกร้องเช่นนั้น สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นจริงๆ ผู้ที่เสียหายคือผู้ที่มีรายได้ตายตัว เช่นผู้เกษียณอายุและข้าราชการตลอดจนผู้ที่ยากจน ซึ่งรายได้จะปรับขึ้นได้เชื่องช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ

เพราะฉะนั้น ธปท.ต้องดูแลไม่ให้เกิดคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวถึงระดับนั้น

4. เงินเฟ้อในตอนนี้มีแรงส่งมาทั้งจากราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์พร้อมๆ กัน ลักษณะเงินเฟ้อแบบนี้ยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว จึง (ควร) ค่อยๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อน แล้วตามดูผลต่อไปเพราะการขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ไม่ได้เพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบัน แต่เป็นการแก้ปัญหาที่มองไปถึงเงินเฟ้อในอนาคต โดยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต้องใช้เวลา 2-3 ไตรมาสกว่าจะเห็นผลเต็มที่

กล่าวโดยสรุปคือการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ ธปท.ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรามแนวคิดดังกล่าวว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สามารถตั้งคำถามได้ดังนี้

1.หากการคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflationary expectations) รุนแรงจริง นโยบายที่เหมาะสมควรจะเป็นการค่อยๆ ปรับดอกเบี้ยขึ้นจริงหรือ เพราะการปรับดอกเบี้ยที่ “ตามเงินเฟ้อ” จะมีประสิทธิผลเพียงใด ในการปรับเปลี่ยนการคาดหวังหรือทัศนคติของผู้ที่เกี่ยวข้อง หมายความว่าหากจะให้ผู้ประกอบการไม่กล้าปรับราคาขึ้นและพนักงานไม่กล้าเรียกร้องเงินเดือนขึ้น จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างมากโดยทันทีหรือไม่ เพื่อให้เชื่อได้ว่าไม่มีใครกล้าปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นต่อไปอีก (แทนที่จะค่อยๆ ปรับดอกเบี้ยขึ้นเพียงพอที่จะ “ปราม” เงินเฟ้อ) และหากทำเช่นนั้นผลกระทบในการชะลอเศรษฐกิจลงจะเป็นที่ยอมรับกันได้หรือไม่

2. ประเด็นที่สืบเนื่องคือ การจะปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อลดดีมานด์ แต่รัฐบาลพยายามเร่งการใช้จ่ายและดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เป็นความพยายามที่จะเพิ่มดีมานด์ ซึ่งดูจะขัดแย้งกันอยู่ แต่หากทำให้เกิดความชัดเจนได้ว่าภาครัฐนั้นต้องการผลักดันการลงทุน (ซึ่งเพิ่มดีมานด์แต่ก็เพิ่มซัพพลายในอนาคตด้วย) และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ก็จะทำให้กลุ่มอื่นๆ เข้าใจว่า กลุ่มตนจะเป็นผู้ที่จะต้องเป็นผู้รับภาระการปราบเงินเฟ้อในครั้งนี้

ในที่สุดสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจะมีกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ เรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะไม่อยากเป็นกลุ่มที่ต้องร่วมแบกรับภาระการปรับตัวดังกล่าว เช่น กลุ่ม เอสเอ็มอี ชาวประมง บริษัทรถขนส่งสิบล้อ เป็นต้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมรับมือตรงนี้ให้ดีว่าจะช่วยใครและไม่ช่วยใครเพราะรัฐบาลมีรายได้ (จากภาษี) เพียง 17% ของจีดีพีและเมื่อหักต้นทุนของตัวเอง (เงินเดือนและดอกเบี้ย) ออกไปแล้วจะเหลือเงินเพื่อช่วยกลุ่มต่างๆ เพียง 5-6% ของจีดีพี

3. ควรทำความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนว่า องค์กรของรัฐบาลที่มีหน้าที่จัดการกับเงินเฟ้อคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านการชี้นำของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ เวลาจะร้องเรียนว่าเงินเฟ้อเป็นปัญหาควรไปร้องเรียนที่ ธปท. ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ผมไม่เถียงว่ากระทรวงพาณิชย์มักจะทำตัวเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค โดยบังคับให้ผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าทั้งๆ ที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ทำ คือ การอั้นแรงกดดันเงินเฟ้อเอาไว้เพียงชั่วคราวและเมื่ออั้นเอาไว้มากๆ จนอั้นไม่อยู่ก็จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง

ในขณะที่บังคับไม่ให้ปรับราคาขึ้นนั้นก็ยังส่งผลให้ผู้ผลิตท้อแท้ไม่ต้องการลงทุนเพื่อขยายและปรับปรุงสินค้าอีกด้วย ทำให้การลงทุนไม่เพิ่มขึ้น แปลว่ากำลังการผลิตในอนาคตไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ยากลำบากขึ้นในอนาคต (เพราะในที่สุดแล้วเงินเฟ้อคือการที่ประเทศมีปริมาณเงินมากกว่าปริมาณสินค้านั่นเอง)

บทสัมภาษณ์ที่ผมกล่าวถึงนี้สรุปว่า ต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเพราะดีมานด์เริ่มสูงเกินไปแล้ว โดยชี้นำว่าจะทำได้โดยการปรับดอกเบี้ยขึ้น แต่การลดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งเช่นกัน เพราะหากรัฐบาลขาดดุลงบประมาณลดลงดอกเบี้ยระยะยาวก็ปรับลดลง ซึ่งดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลนั้นอาจมีผลโดยตรงต่อธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการมากเท่ากับหรือมากกว่าการกำหนดดอกเบี้ยระยะสั้นของ ธปท.

อีกทางเลือกหนึ่งคือ การแทรกแซงเพื่อให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะต้นตอเงินเฟ้อส่วนใหญ่เกิดจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งหลายคนใน ธปท.อาจแสดงความไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่า ธปท.ไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินบาท แต่ในความเป็นจริงแล้วได้มีการแทรกแซงโดยตลอดมาครับ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: