สวัสดีเสมอ


เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 1% 07 ก.ค. 2551
สิงหาคม 14, 2008, 11:29 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 1%

 

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ภัทร ปรับการคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.25% โดยเราเชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ในการประชุมของคณะกรรมการ ครั้งต่อไปในวันที่ 16 กรกฎาคม และปรับขึ้นอีก 0.25% ในการประชุมตอนปลายเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นอาจมีการหยุดชะลอดูผล แต่คงจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.50% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า กล่าวโดยสรุปคือดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับขึ้น 0.5% ในครึ่งหลังของปีนี้ และอีก 0.5% ในครึ่งแรกของปีหน้า ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปอยู่ที่ 4.25% ภายในกลางปีหน้า การปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่มากเพราะนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของไทยบางท่าน แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยเลยกับการปรับดอกเบี้ยขึ้น เพราะต้นตอของเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้น เป็นผลโดยตรงจากการปรับขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันและวัตถุดิบต่างๆ ที่ไทยต้องนำเข้าเสมือนกับการปรับเพิ่มภาษี ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้อุปสงค์ลดลง เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น กล่าวคือ ควรปล่อยให้ราคาสินค้าและเงินเดือนปรับเพิ่มขึ้น และเมื่อราคาน้ำมัน/วัตถุดิบต่างๆ หยุดปรับขึ้น แรงกดดันในส่วนของเงินเฟ้อก็จะหมดลงไปเอง

 

นอกจากนั้นก็จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยที่กำหนดโดยตลาด เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ และดอกเบี้ยระยะยาว (ที่คำนวณได้จากผลตอบแทนการถือพันธบัตรรัฐบาล) นั้น ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายตามไปอีก

แต่ในอีกมุมมองนั้นการที่ราคาน้ำมันและวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องการปรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น พนักงานต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้นและธนาคารต้องการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หมายความว่า ทุกๆ ฝ่ายในระบบเศรษฐกิจจะต้องการปรับราคาขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน/วัตถุดิบ

กล่าวคือ ทุกคนต้องการส่งผ่านผลกระทบจากตนเองไปสู่ผู้อื่นหากทำได้ แต่ในกรณีที่ทุกคนทำเช่นนั้นโดยไม่มีการยับยั้งตัวเอง การปรับขึ้นของราคาสินค้า เงินเดือนและดอกเบี้ยจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะในที่สุดแล้วความกินดีอยู่ดีของคนไทยโดยรวมน่าจะต้องลดลงคนละประมาณ 10%

มองในด้านนี้ ก็จะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจทุกคน มีการยับยั้งชั่งใจว่ากำลังซื้อจะถูกจำกัดในระดับหนึ่ง ดังนั้นการจะปรับขึ้นราคาสินค้านั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องทำอย่างจำกัดและระมัดระวังที่สุด ในทำนองเดียวกันการจะขอปรับขึ้นเงินเดือนก็จะต้องรับทราบว่า บริษัทจะไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและเพิ่มยอดขายเพื่อนำส่วนเกินมาปรับขึ้นเงินเดือนได้โดยง่าย สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยธนาคาร ก็จำต้องคำนึงอย่างจริงจังด้วยว่าการเพิ่มภาระทางการเงินให้กับลูกค้านั้น จะเป็นภาระมากเกินไปหรือไม่

กล่าวได้ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย คือ การส่งสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจรู้สึกยับยั้งชั่งใจในการคิดปรับขึ้นราคาสินค้า บริการ เงินเดือนและดอกเบี้ย เป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อ (anchor inflationary expectations) ไม่ให้หลุดลอยไปโดยไม่มีขอบเขตนั่นเอง ทั้งนี้เพราะการปรับดอกเบี้ยขึ้นนั้น กว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว ใช้เวลานานประมาณ 1 ปี เช่นหากปรับขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปีนี้ 0.5% ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี 2552

เมื่อเป็นเช่นนั้น ภัทรจึงเชื่อว่า ธปท.จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.5% ในครึ่งหลังของปีนี้ เพราะการส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่านโยบายการเงินจะควบคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อได้เกิดขึ้นแล้ว ก็น่าจะเพียงพอ เพราะเศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอยู่แล้วในครึ่งหลังของปี สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นกว่า 50% ในครึ่งแรกของปีนี้ ประกอบกับความตึงเครียดทางการเมืองที่ดูว่าถึงทางตัน ทำให้ความเชื่อมั่นตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะทำให้การลงทุนชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับกำลังซื้อในต่างประเทศ (ภาคการส่งออก) นั้น ก็น่าจะชะลอตัวลงเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจสหรัฐก็ดูท่าจะไม่ฟื้นตัว ในขณะที่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นในปี 2552 ตลอดจนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอื่นๆ (โดยเฉพาะในเอเชีย) ซึ่งได้เริ่มขึ้นไปแล้วและจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ก็ลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนการปรับขึ้นภาษี ซึ่งจะลดอุปสงค์ในเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีนี้

ความเห็นของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างประเทศนั้นมองว่า ประเทศเอเชียแก้ปัญหาเงินเฟ้อสายเกินไป และ/หรือ ใช้นโยบายที่ไม่เหมาะสม (เช่นการควบคุมราคาสินค้าแทนการอาศัยกลไกตลาด) ทำให้ยังต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกมาก เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่มือในที่สุด เช่นเงินเฟ้อประเทศไทยนั้นในขณะนี้สูงเกือบ 9% แล้วและจะเป็นตัวเลข 2 หลักเร็วๆ นี้ แต่ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ที่ 3.25%

ดังนั้นหาก ธปท.จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น 1.0% ในครึ่งหลังของปีนี้และอีก 1.0% ในครึ่งแรกของปีหน้า ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายของนักลงทุนต่างชาติแต่อย่างใด ที่สำคัญคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการของบริษัทย่ำแย่ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยยังมีปัญหาการเมืองรุมเร้าอีกต่อหนึ่งด้วย

ในทางตรงกันข้าม คนไทยเห็นว่าการปรับดอกเบี้ยขึ้นถึง 2.0% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะทุกคนมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้ดีนัก และแนวโน้มในอนาคตก็ไม่ได้แจ่มใส แต่อาจทรุดตัวลงได้โดยไม่ยาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณเตือนโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะทุกคนก็ระมัดระวังอยู่แล้ว หมายความว่ามีน้อยคนมากที่จะมีความรู้สึกว่าจะต้องเร่งรีบออกไปซื้อสินค้าเพื่อกักตุนก่อนราคาจะปรับขึ้น หรือมีการแก่งแย่งกันซื้อที่ดิน/คอนโด เพราะไม่อยากถือเงินสดหรือฝากเงินระยะยาว ซึ่งภัทรนั้นดูเสมือนว่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองแนวคิดดังกล่าว

ภัทรมองว่าการปรับดอกเบี้ยขึ้น 1.0% ใน 12 เดือนข้างหน้า จะช่วยทำให้เงินเฟ้อที่จะสูงถึง 7.2% ในปีนี้ ลดลงเหลือ 3.9% ในปีหน้า แต่ในขณะเดียวกันจีดีพีก็จะขยายตัวลดลงเล็กน้อยคือเศรษฐกิจจะโต 4.6% ในปีนี้ และ 4.7% ในปีหน้า อย่างไรก็ดีหากราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงและยืนที่ระดับปัจจุบันไปถึงปลายปีหน้า ธปท.อาจจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น 2% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทำให้จีดีพีขยายตัวเพียง 4.0% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้าครับ


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: