สวัสดีเสมอ


Stress: Commodity Speculation [1/2]
มิถุนายน 11, 2008, 10:23 pm
Filed under: Uncategorized
 
ทัศนะวิจารณ์
 
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
31 มีนาคม พ.ศ. 2551 07:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์จัดทำโดย Commodity Research Board ที่สะท้อนว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นดถึง 150% นับแต่ต้นปี 2002 ถึง ไตรมาส 1 ของปี 2008 นี้ แม้ว่าใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักๆ เช่น น้ำมันและทองคำปรับตัวลดลงไปประมาณ 10% เพราะคาดว่ามีการขายทำกำไร แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะอยู่ที่ระดับสูงและจะขยับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปในระยะยาว ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่กำหนดทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เราควรมาทำความเข้าใจกลไกตลาดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกราคาในตลาดเสียก่อน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะที่มีตลาดล่วงหน้าจะสามารถปรับตัวขึ้น-ลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีที่มีความเชื่อว่าจะเกิดสภาวะขาดแคลนขึ้นในอนาคต ราคาสินค้าดังกล่าวที่จะถูกส่งมอบในอนาคต (3,6 หรือ 12 เดือน เป็นต้น) ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อราคาส่งมอบล่วงหน้าเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ราคาปัจจุบันเพิ่มขึ้นทันทีเช่นกัน (เพราะจะมีคนที่รีบรับซื้อวันนี้เพื่อเตรียมส่งมอบล่วงหน้าเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ราคาในอนาคตจะปรับเพิ่มขึ้นไปอีก)

แต่ราคาตลาดปัจจุบันก็ควรต่ำกว่าราคาส่งมอบล่วงหน้า เพราะจะต้องมีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อรอส่งมอบในอนาคต ประเด็นหลักคือ หากเชื่อว่าจะเกิดการขาดแคลนในอนาคต ราคาจะปรับขึ้นในทันที ซึ่งหลายคนจะมองว่าเป็นการทำให้ผู้บริโภคเสียหาย เพราะได้รับผลกระทบทันที แต่ควรมองอีกมุมหนึ่งด้วยว่ากลไกราคาช่วยเร่งให้การปรับตัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายความว่าเมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น ผู้บริโภคก็จะรีบแสวงหาวิธีการลดการบริโภคสินค้าดังกล่าว เช่น จากการบริโภคหมูไปบริโภคไก่แทน ในขณะเดียวกันผู้ผลิตหมูก็จะรับรู้ว่าต้องเร่งการผลิตหมูเพิ่มขึ้นเพราะจะสามารถทำกำไรเพิ่มได้ดี ซึ่งการปรับตัวของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตดังกล่าวจะช่วยแก้ไขภาวะขาดแคลนหมูได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

แต่หากรัฐบาลหวังดีจะแก้ปัญหาโดยการตรึงราคาหมูก็จะทำให้ปัญหายืดเยื้อเพราะผู้บริโภคก็จะรอคอยซื้อหมูราคาถูก ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะไม่เพิ่มการผลิตเพราะไม่คุ้มทุน

บางคนอาจมองว่าในกรณีของตลาดน้ำมันนั้นมีผู้ที่เก็งกำไรเข้ามาปั่นราคา ซึ่งมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าจำนวนผู้ที่เข้ามาซื้อ-ขายสัญญาล่วงหน้านั้น เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมน้ำมันน้อยว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนประกันความเสี่ยง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน แต่ต้องการเก็งกำไรหรือกระจายความเสี่ยงในการลงทุนปกติของตน แต่ผมกลับมองว่านักลงทุนกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดล่วงหน้า จึงทำให้ตลาดมีการซื้อ-ขายได้สะดวกยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือนักลงทุนดังกล่าวน่าจะต้องมองทิศทางราคาได้ถูกต้องในระยะยาว และหากเป็นเช่นนั้นการเก็งกำไรของกลุ่มนี้ก็จะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น มิได้เพิ่มความผันผวน

กล่าวคือ ผู้ที่เก็งกำไรแล้วได้กำไร จะต้องซื้อถูกและขายแพง และจะต้องขายแพง และซื้อถูก หากเป็นเช่นนั้น ราคาสินค้าก็จะปรับตัวสู่จุดสมดุลเร็วขึ้น เช่น หากกองทุนคาดการณ์ ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นใน 1 ปีข้างหน้า เพราะการผลิตจะต่ำกว่าความต้องการในปี 2009 กองทุนดังกล่าวก็จะรีบทำสัญญาซื้อน้ำมันเพื่อส่งมอบล่วงหน้า ทำให้ราคาน้ำมันล่วงหน้าและราคาน้ำมันในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นในทันที ซึ่งน่าจะเป็นการเตือนทั้งผู้บริโภค (ให้ประหยัด) และผู้ผลิต (ให้เพิ่มการผลิต) ทำให้ราคาน้ำมันในอนาคตไม่เพิ่มขึ้นมาก

ในทางตรงกันข้าม บางคนเชื่อว่ากองทุนที่เข้าไปเก็งกำไร ทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง แต่พฤติกรรมเช่นนั้น ย่อมจะทำให้ผู้ที่เก็งกำไรขาดทุน เช่นปั่นให้ราคาสูงขึ้นเกินจริง แล้วในที่สุด ราคาก็ปรับลดลงอย่างมาก ในอนาคตก็จะแปลว่า กองทุนต้องซื้อที่ราคาสูง และขายที่ราคาต่ำในอนาคต ทำให้ขาดทุน เพราะต้องซื้อแพง และขายถูก บางคนอาจค้านว่า เขาจะปั่นราคา แล้วหลอกให้คนอื่นๆ (แมลงเม่า) เข้ามารับกรรม คือ ซื้อที่ราคาสูง และต้องขาดทุนย่อยยับ คำตอบคือ นานวันเข้า แมลงเม่าก็จะตายหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดนี้มีแต่ผู้ที่ทำธุรกิจน้ำมันเป็นหลัก จึงไม่น่าที่ผู้เชี่ยวชาญจะถูกกองทุนหลอกลวงได้โดยง่าย ตรงกันข้าม กองทุนน่าจะเป็นผู้รู้น้อยมากกว่า

การที่กองทุนสำรองลี้ยงชีพ และกองทุนประกันความเสี่ยงหันมานิยมลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์การเงินในปัจจุบันทำให้ ผลตอบแทนการลงทุนในตราสารต่างๆ ลดน้อยลง เพราะธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทำให้หาผลกำไรได้ยากลำบากมากขึ้น ทำให้ต้องแสวงหาลู่ทางลงทุนใหม่ๆ แม้ว่าจะต้องเผชิญความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีบางกรณีที่ทำการลงทุนแบบ pair trade คือขายล่วงหน้า หุ้นสถาบันการเงิน เพราะเชื่อว่าจะมีปัญหาและธนาคารกลางสหรัฐจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินเป็นจำนวนมาก อันจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงได้ในอนาคต อันจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น ดังนั้น จึงควรซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้า

สัปดาห์หน้าจะเขียนเกี่ยวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาวครับ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 

 

 

 


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: