สวัสดีเสมอ


Stress: Commodity Speculation [2/2]
มิถุนายน 10, 2008, 11:58 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
9 มิถุนายน พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน :การเก็งกำไรกับราคาน้ำมัน

 

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในทางเศรษฐศาสตร์ ราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ การเก็งกำไรนั้น จะสามารถทำให้ราคาสินค้าสูงเกินไปหรือต่ำเกินไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ในกรณีที่เกิดความตื่นตระหนก ส่วนใหญ่เชื่อว่าการเก็งกำไรอาจทำให้ความผันผวนของราคาลดลงไม่เพิ่มขึ้น อาทิเช่น หากคาดการณ์ว่าราคาสินค้าจะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% ใน 12 เดือนข้างหน้าก็จะรีบเข้ามาซื้อสินค้าดังกล่าวผ่านตลาดล่วงหน้า ทำให้ราคาสินค้าในตลาดล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าที่ซื้อขายปัจจุบัน หรือ (spot price) ปรับเพิ่มขึ้นตามทันทีไม่ต้องรอ 12 เดือนข้างหน้า

และเมื่อตลาดรับข้อมูลดังกล่าวไป ก็จะกระตุ้นให้ผู้ผลิตเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตสินค้าดังกล่าว เพื่อตอบสนองราคาในอนาคตของสินค้าดังกล่าว ทำให้ราคาสินค้าจะมีแนวโน้มลดลง เพราะการตอบสนองจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณสูงเกินความต้องการ ราคาสินค้าดังกล่าวในตลาดล่วงหน้าก็จะลดลง ทำให้ผู้ผลิตปรับลดปริมาณการผลิต ทำให้ราคาสินค้าแกว่งตัวลดลง ดังนั้น กลไกราคาสินค้าในตลาดล่วงหน้า จึงเป็นตัวช่วยให้มีปริมาณการผลิตสามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที

ในกรณีของราคาน้ำมันนั้นมีการกล่าวกันเรื่อยมาว่า ราคาที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากพฤติกรรมของนักเก็งกำไร ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะถกเถียงว่าไม่น่าจะถูกต้อง เพราะราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานถึง 5 ปีแล้ว หากเกิดจากการปั่นราคาในขณะที่ความต้องการที่แท้จริงไม่มี ก็ยากที่จะสามารถปั่นราคาให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นานเช่นนี้ อาทิเช่น รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง คือ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงถึง 7-8% ต่อปีมานานเป็นสิบปีแล้ว และการปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่สินค้าอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และมีความต้องการสินค้าทันสมัยที่ใช้พลังงานมากขึ้น

นอกจากนั้น ประเทศผู้ผลิตทั้งในกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปค ก็ประสบปัญหาในการเพิ่มกำลังการผลิตทั้งในเชิงของอุปสรรคในส่วนของการขุดเจาะน้ำมันที่พร่องลงไปมาก ปัญหาการเมือง/ความมั่นคง ตลอดจนความเสียหายจากสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีความสลับซับซ้อนอีกขั้นหนึ่ง คือ การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ที่ทำให้ราคาน้ำมันคิดเป็นเงินดอลลาร์แพงมากขึ้น เพราะเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลง ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น อาจมาจากสาเหตุ 3 ประการคือ

1.เงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าลง 2.การเก็งกำไร 3.ปัจจัยพื้นฐานทั้งจากอุปสงค์และอุปทาน

ในปี 2002-2003 นั้น 1 ดอลลาร์เท่ากับประมาณ 1 ยูโร ซึ่งขณะนั้น ราคาน้ำมันเท่ากับ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ ถึง 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อคิดเป็นเงินยูโร จะเท่ากับ 80 ดอลลาร์ต่อยูโรเท่านั้น กล่าวคือ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 173% เมื่อคิดเป็นเงินยูโร แต่เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 323%

หรือหากมองอีกด้านหนึ่ง ก็จะกล่าวได้ว่า หากธนาคารกลางสหรัฐ สามารถพิทักษ์รักษามูลค่าเงินดอลลาร์ได้ดีเท่ากับธนาคารกลางอียู คนอเมริกันก็จะสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่ถูกกว่าปัจจุบันถึง 53% จึงกล่าวได้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 323% นั้น ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์นั่นเอง ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการผูกเงินบาทเอาไว้กับเงินดอลลาร์มาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2008 นาย Michael Master ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนประเภท Hedge Fund ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการความมั่นคงภายในของวุฒิสภาสหรัฐ โดยมีข้อสรุปว่าการเก็งกำไรของนักลงทุนสถาบันมีผลอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานอย่างมาก เขาจึงเสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐตั้งกฎเกณฑ์ที่จะห้าม หรือจำกัดการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในตลาดล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์โดยเร่งด่วน ซึ่งต่อมาคณะกรรมการกำกับตลาดล่วงหน้า (Commodity Futures Trading Commission หรือ CFTC) ของสหรัฐ ก็ประกาศว่า ได้เริ่มการตรวจสอบตลาดล่วงหน้าน้ำมันแล้วเมื่อ 1 มิถุนายน 2008

นาย Master ให้เหตุผลว่า นักลงทุนสถาบันซึ่งปกติลงทุนในตลาดตราสาร และตลาดหุ้นประสบปัญหาความตกต่ำทั้งของตลาดตราสาร (Subprime, CDO) และตลาดหุ้นในครึ่งหลังของปีที่แล้ว จำต้องลดสัดส่วนการลงทุนประเภทดังกล่าวลงมา และแสวงหาลู่ทางการลงทุนอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่า ตลาดล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์นั้น เป็นที่สนใจสำหรับนักลงทุนสถาบันมานานกว่า 5 ปีแล้ว เพราะมีความผันผวนที่ไม่สัมพันธ์กับตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น การลงทุนในตลาดล่วงหน้า จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่ดี

นาย Master ประเมินว่า การลงทุนในตลาดล่วงหน้าของนักลงทุนสถาบันนั้น เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขณะนี้ มีสัดส่วนสูงถึง 39% (31%.ในตลาดล่วงหน้าน้ำมันดิบ และ 23% ในตลาดล่วงหน้าทองคำ) การลงทุนในสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามนี้ อาจมองว่าไม่น่าจะเป็นผู้ที่ชี้นำราคาได้ แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีของตลาดหุ้นไทย ก็จะเห็นว่าสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายในตลาดหุ้นของไทยใกล้เคียงกับ 35-40% และเป็นที่ยอมรับกันว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ชี้นำราคาหุ้นในตลาดของไทยเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเริ่มมีแนวคิดว่า ตลาดซื้อ-ขายโภคภัณฑ์ล่วงหน้าเป็นสินทรัพย์ลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงของการลงทุนรวมได้ ดังนี้ จึงได้มีการจัดสรรเงินเข้ามาลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และที่สำคัญคือ ยิ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น นักลงทุนสถาบันยิ่งมีแรงจูงใจให้ลงทุนในตลาดล่วงหน้ามากขึ้น แปลว่าพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันนั้น จะไม่ค่อยเหมือนกับนักลงทุนอื่นๆ คือ จะไม่ยอมขายเมื่อราคาแพง แต่จะซื้อเพิ่มทุกปี จึงมีผลในการบิดเบือนราคาในตลาดล่วงหน้าให้สูงขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานได้อย่างยืดเยื้อยาวนาน โดยคำนึงถึงการกำหนดสัดส่วนการลงทุน (asset allocation) มากกว่าการใช้ปัจจัยพื้นฐาน

ดังนั้น จึงมีการเสนอให้รัฐบาลสหรัฐเพิ่มกฎเกณฑ์ และจำกัดการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในตลาดล่วงหน้าให้เข้มงวดกว่าปัจจุบัน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว อาจมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเริ่มอ่อนตัวลงครับ

 

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: