สวัสดีเสมอ


Stagflation Some Actions
มิถุนายน 10, 2008, 11:56 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:นโยบายเพื่อแก้ปัญหาข้าวยาก

คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่า ปัญหาเศรษฐกิจกำลังรุมเร้าอย่างมากจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและอาหาร ทำให้เกิดกระแสกดดันให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือโดยเร็วและจริงจัง ขอให้เก็บเรื่องอื่นๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อน ต้องมาเยียวยาปัญหาของประชาชนก่อน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วก็จะรู้ว่า รัฐบาลให้ความช่วยเหลือไม่ได้มากนักและหากให้ความช่วยเหลือตามกระแสที่กดดัน ก็จะทำความเสียหายมากกว่าให้ประโยชน์ เศรษฐกิจไทยขณะนี้ผลิตสินค้าและบริการเกือบ 10 ล้านล้านบาทต่อปี และในจำนวนนี้รัฐบาลเก็บภาษีคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทหรือ 17% ของจีดีพีของประเทศ รายได้ของรัฐบาลนี้ ส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) ต้องใช้จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้าง ต้องแบ่งสรรให้กับองค์กรท้องถิ่นและต้องนำไปบริหารจัดการหนี้สาธารณะ จึงจะมีส่วนที่เหลือเพื่อลงทุนหรือใช้จ่ายตามความต้องการประมาณ 400,000 ล้านบาทเท่ากับ 4.4% ของจีดีพี

ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 4 เท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้มูลค่าน้ำมันที่ไทยนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 6% ของจีดีพีมาเป็น 12% ของจีดีพีหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 150,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนของภาครัฐในแต่ละปี แต่เราก็ทราบดีว่าการนำเอาเงินภาษีของประชาชนมาช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายซื้อน้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุไม่เป็นสิ่งที่ถูก

รัฐบาลทักษิณเคยพยายามช่วยประชาชนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2548 โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 14.59 บาทต่อลิตร แต่เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกไม่เป็นใจ ก็พบว่ากองทุนน้ำมันต้องเป็นหนี้จากการจ่ายเงินอุดหนุนมากกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่สามารถสร้างรถไฟฟ้าได้ 1 สายเลยทีเดียว บทเรียนคือ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นประชาชนก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีทางเลือกนอกจากการพยายามปรับลดการใช้น้ำมันลง ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เพราะเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยกำลังใช้น้ำมันดิบลดลง

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ประหยัดการใช้น้ำมันดิบได้ คือ การเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งราคาถูกกว่า แต่ก็ต้องเข้าใจว่าจำนวนก๊าซที่ประเทศไทยมีอยู่นั้นมีจำนวนจำกัด จึงควรใช้อย่างระมัดระวังและที่สำคัญ คือ ต้องมีการลงทุนเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ มาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่นับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก การเรียกร้องให้ ปตท.นำเอากำไรมาแบ่งปันหรือให้ลดราคาก๊าซธรรมชาติ (แทนที่จะนำเงินไปพัฒนาแหล่งพลังงาน) เพื่อช่วยประชาชนในขณะนี้อาจทำได้ แต่ต้องเข้าใจว่าจะบั่นทอนความสามารถของประเทศไทยในการแสวงหาพลังงานเพิ่มเติมในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ประเด็นหลักจึงกลับมาที่การดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้านั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ มิใช่คนไทยทั่วประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ควรเร่งทำ คือการลดการใช้น้ำมันในการขนส่งทั่วประเทศ หรือการลดการใช้รถบรรทุก 10 ล้อในการขนส่ง โดยเปลี่ยนมาใช้รถไฟรางคู่แทน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ภาคเอกชนเองก็ต้องเร่งลงทุนเพื่อลดการใช้น้ำมันเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลสามารถส่งเสริมโดยอาศัยมาตรการภาษีเป็นการจูงใจได้

สำหรับราคาสินค้าเกษตรนั้น ผมเห็นว่าราคาที่สูงขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะในที่สุดแล้วผลประโยชน์ก็จะตกไปสู่เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนในประเทศไทย แต่ถ้าจะให้ยิ่งดีไปกว่านั้น คือ การเร่งรัดให้ผลผลิตต่อไร่และต่อคนสูงขึ้น โดยขยายระบบชลประทาน การใช้ปุ๋ยและเทคโนโลยีซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ดูเสมือนว่าตรงนี้เป็นนโยบายระยะยาว กล่าวถึงมากแต่ไม่สามารถเริ่มต้นได้ กลับไปใช้นโยบายที่เห็นผลระยะสั้น คือ การประกันราคาข้าว และ/หรือขายข้าวสารใส่ถุงราคาถูกแทน

ประเด็น คือ นโยบายดังกล่าวไม่เป็นการจัดการกับปัญหาที่แท้จริง คือเราอยากให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น และผู้บริโภคข้าวได้บริโภคในราคาที่ไม่แพง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่และต่อเกษตรกร

จะเห็นได้ว่าแนวนโยบายที่จะจัดการกับปัญหาน้ำมันแพงและข้าวแพงนั้น ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร ในเมื่อเราผลิตน้ำมันไม่ได้ เราก็ต้องลงทุนเพื่อลดการใช้น้ำมัน ในขณะเดียวกันเราผลิตข้าวได้เราก็ควรเร่งลงทุนเพื่อผลิตข้าวมากขึ้น ทั้งนี้ราคาตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ตลาดส่งให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตทราบถึงความขาดแคลนที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องปรับพฤติกรรมของตนให้เหมาะสม

ทั้งนี้รัฐบาลจะช่วยให้การดำเนินการตามกลไกตลาดมีประสิทธิผลยิ่งขึ้นในการส่งเสริมการลงทุนระยะยาว ที่มีต้นทุนสูง (เช่นการขนส่งทางรถไฟและชลประทาน) ซึ่งภาคเอกชนจะไม่สามารถแสวงหาเงินลงทุนที่มีต้นทุนได้ถูกเท่ากับรัฐบาล ทั้งนี้จะเน้นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับตลาด ตรงกันข้ามกับข้อเสนอที่มักจะให้รัฐบาลแทรกแซงกลไกตลาด เช่น เมื่อราคาสินค้าจะต้องปรับขึ้นก็ไม่ยอมให้ขึ้นและเมื่อสินค้าราคาตกต่ำก็ต้องให้รัฐบาลเข้าไปพยุงราคา

สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและไม่สามารถรับภาระได้ ในระยะสั้นนั้นจะต้องมีการให้ความช่วยเหลือที่เฉพาะเจาะจง เช่น เมื่อค่าโดยสารรถเมล์ต้องปรับขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้นก็ต้องยอมให้ปรับขึ้น (ไม่ใช่ล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนรัฐมนตรีที่ยอมให้ปรับราคาขึ้น) แต่สามารถทำบัตรโดยสารพิเศษเป็นรายเดือนในราคาถูกให้ผู้ที่มีรายได้น้อยนำไปใช้ แม้กระทั่งการทำคูปองเพื่อซื้อข้าวและอาหารราคาถูก ตลอดจนการจ่ายค่าเทอมเพื่อการศึกษาของบุตรของผู้ที่มีรายได้น้อยก็สามารถทำได้

ตรงกันข้ามความพยายามที่จะควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่ปรับขึ้น จะทำให้ปริมาณที่ผลิตออกมาทั้งในปัจจุบันและในอนาคตไม่เพิ่มขึ้นและอาจลดลง ทำให้เกิดการขาดแคลนและความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวครับ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: