สวัสดีเสมอ


Inflation no action [part 2]
มิถุนายน 10, 2008, 11:55 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ปัญหาเงินเฟ้อ (ตอนที่ 2)

รัฐบาลเพิ่งอนุมัติการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการผู้น้อยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฉลี่ยประมาณคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยเหลือข้าราชการประมาณ 300,000 คน เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลอีกประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

 

การเพิ่มดังกล่าวรัฐบาลประเมินว่า เป็นการเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการผู้น้อยประมาณ 6% ซึ่งผมประเมินว่า ช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและราคาอาหารที่แพงขึ้นได้เพียงครึ่งเดียว จึงมิใช่การปรับเพิ่มที่มากมายเลย

แต่การกระทำดังกล่าวของรัฐบาล เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะคุมเงินเฟ้อไม่อยู่เพิ่มขึ้น ดังที่คุณหมอสุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีคลังได้กล่าวถึงความกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้น ที่แสดงความเป็นห่วงปัญหาการเมืองและปัญหาเงินเฟ้อของไทยมากที่สุด ในส่วนของปัญหาการเมืองนั้น รัฐมนตรีคลังแสดงความหนักแน่นว่าจะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น แต่สำหรับปัญหาเงินเฟ้อนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ก่อนอื่นต้องเข้าใจร่วมกันว่า ปัญหาเงินเฟ้อคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้น การที่ราคาอาหารหรือราคาพลังงานหรือทั้งสองปรับเพิ่มขึ้นนั้น ไม่เรียกว่าปัญหาเงินเฟ้อ หากสินค้าอื่นๆ ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และแม้ว่าสินค้าอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่เรียกว่าปัญหาเงินเฟ้อ แต่หากราคาสินค้าทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้น และต่อมาเงินเดือนปรับขึ้นถ้วนหน้าตามมาด้วยการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการอีกรอบหนึ่งต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ตรงนี้เป็นปัญหาเงินเฟ้ออย่างแน่นอน

ดังนั้น การปรับขึ้นเงินเดือนจึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการทำให้การปรับขึ้นของราคาแปรสภาพมาเป็นปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง ในกรณีของประเทศไทยในขณะนี้ได้มีการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำและตามมาด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการผู้น้อยแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือการปรับขึ้นเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนต้องทำตาม (เข้าใจว่าธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทยและกลุ่มซีพีกำลังอนุมัติค่าครองชีพเพิ่มให้กับพนักงานแล้วประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน)

ทั้งนี้ รายได้เกษตรกรได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรแล้ว ดังนั้น อีกไม่นานข้าราชการผู้ใหญ่และนักการเมืองคงจะต้องมีสิทธิเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่ปัญหาเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องนั้น นโยบายการเงินจะต้องผ่อนปรนให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นด้วย อาทิเช่น เศรษฐกิจไทยขยายตัว (กล่าวคือปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น) ปีละ 5% และเงินเฟ้อเท่ากับ 3% ก็แปลว่าปริมาณเงินโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 8% ดังนั้น หากเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเป็น 5% ต่อปีได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณเงินก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้นจาก 8% ต่อปี มาเป็น 10% ต่อปี

กล่าวคือ ในที่สุดแล้วปัญหาเงินเฟ้อจะต้องสืบเนื่องมาจากนโยบายการเงิน (ไม่ใช่นโยบายการคลังหรือนักเก็งกำไร เป็นต้น) หรือที่ภาษาอังกฤษสรุปว่า inflation is everywhere a monetary phenomenon ดังนั้น หากต้องการตัดไฟแต่ต้นลม ก็ต้องไม่ยอมให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับธนาคารกลาง แต่การดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุมจะถูกตำหนิอย่างมาก เพราะหากราคาสินค้าหลักๆ (อาทิเช่น อาหารและพลังงาน) ปรับเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเงินไม่เพิ่มขึ้น ก็จะบีบรัดสภาพคล่อง ทำให้สินค้าที่อุปสงค์ลดลงประสบปัญหาราคาลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดทุนและหลายคนจะบ่นว่าเศรษฐกิจตึงตัว ตามมาด้วยการกดดันให้ธนาคารกลางผ่อนปรนโดยอ้างว่าควรให้การอะลุ่มอล่วย เพราะปัญหาเกิดจาก cost-push ไม่ใช่ demand pull กล่าวคือ ปัญหาเกิดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่จากความต้องการที่เกินตัว

ข้อเท็จจริง คือ นโยบายการเงินของสหรัฐผ่อนคลายมากเกินไป เพราะสหรัฐกลัวสถาบันการเงินล่มสลาย จึงปั๊มสภาพคล่องเข้าระบบแบบไม่อั้น โดยหากเปรียบเทียบกับธนาคารกลางยุโรปที่ตรึงดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 4% ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยลงจาก 5.25% มาเป็น 3% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

ผลคือ ตั้งแต่ต้นปี 2007 ถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันคิดเป็นเงินยูโรเพิ่มขึ้น 88% จาก 42 ยูโรต่อบาร์เรล มาเป็น 79 ยูโรต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันคิดเป็นดอลลาร์เพิ่มขึ้น 129% จาก 54.5 ดอลลาร์ มาเป็น 125 ดอลลาร์ ในช่วงเดียวกัน กล่าวคือ “เงินเฟ้อ” ของสหรัฐนั้น สูงกว่ายุโรปประมาณ 40% เนื่องจากหลายประเทศพยายามผูกค่าเงินของตนกับดอลลาร์ จึงทำให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเชียที่ระดับเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ระดับสูงอยู่แล้ว อาทิเช่น

เงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2551 จีน 8.3% อินเดีย 7.9% อินโดนีเซีย 8.2% สิงคโปร์ 6.7% เวียดนาม 21.4% ไทย 5.3% (โดยประเทศเอเชียที่เงินเฟ้อยังอยู่ที่ระดับ 4% ได้แก่ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน มาเลเซียนั้นเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.8% เพราะรัฐบาลกดราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 16 บาทต่อลิตร)

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมากที่สุด คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพราะจะถูกปัญหาต้นทุนแรงงานวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และความอ่อนแอทางการเงินรุมเร้า และธุรกิจผู้รับเหมา เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องรับความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมากกว่าธุรกิจกลุ่มอื่นๆ

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย (รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ การชลประทาน ฯลฯ) ที่จำเป็นอย่างมากในการเพิ่มศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย การลงทุนดังกล่าวข้างต้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่รัฐบาล และเอกชนต้องว่าจ้างผู้รับเหมาระยะยาว แต่ความที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนต่างก็จะเกี่ยงกันรับความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อ อาทิเช่น

รัฐบาลไม่อยากเซ็นสัญญายอมให้ผู้รับเหมาปรับขึ้นค่าก่อสร้าง ตามราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะที่ผู้รับเหมาก็ไม่กล้ารับความเสี่ยงดังกล่าวเอง จะส่งผลทำให้การประมูลโครงการระยะยาวต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จและยิ่งเวลาทอดนานออกไป ต้นทุนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ยิ่งจะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในอนาคตดูสดใสน้อยลงไปเรื่อยๆ ครับ

 


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: