สวัสดีเสมอ


Inflation and its effect [part 1]
มิถุนายน 10, 2008, 11:53 pm
Filed under: Uncategorized

ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 07:00:00
เศรษฐศาสตร์จานร้อน:ปัญหาเงินเฟ้อและผลกระทบ (ตอนที่ 1)

เดิมทีเชื่อกันว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะค่อยๆ ปรับลดลงตั้งแต่เดือนเมษายน ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง แต่ราคาน้ำมันกลับปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าส่วนสำคัญจะเป็นผลมาจากการอ่อนตัวลงของค่าเงินดอลลาร์ก็ตาม

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและอาหาร ก็อธิบายได้ในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้โลกเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อในขณะนี้

 

แต่จะกล่าวโทษสหรัฐเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เพราะหลายประเทศอิงค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศดังกล่าวที่จะรับเงินเฟ้อจากสหรัฐมาสู่เศรษฐกิจของตัวเอง นอกจากนั้น นโยบายของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังอุดหนุนการใช้พลังงาน โดยกดราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล ก๊าซ ฯลฯ ให้ต่ำตลอดจนการห้ามส่งออกข้าว ก็ทำให้การปรับขึ้นของราคาโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสูงขึ้น และยากที่จะปรับลดลง

ขณะนี้ สหรัฐดูเสมือนว่าจะหยุดการลดดอกเบี้ยแล้วและตลาดหุ้นก็ดูจะสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี ราคาหุ้นจึงได้ปรับขึ้นไปรอตั้งแต่เดือนเมษายน ความเชื่อดังกล่าวถูกต้องหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็มีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวธนาคารกลางสหรัฐก็ได้สัญญาเอาไว้แล้วว่า ลดการผ่อนคลายของนโยบายการเงิน

การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจสหรัฐ หากเป็นความจริง ก็จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นมีแนวโน้มสดใสขึ้นด้วย และจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อกลายมาเป็นปัญหาหลักในครึ่งหลังของปีนี้

สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นได้ เพราะอาจเป็นห่วงปัญหาเงินเฟ้อที่ดูจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ก็ได้สะท้อนความเป็นไปได้ตรงนี้ไปแล้ว เห็นได้จากผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่เคยต่ำกว่า 3.00% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเมษายน 2008 ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบาย ถูกกำหนดเอาไว้ที่ 3.25% แปลว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนดังกล่าวตลาดเชื่อว่าธปท.จะต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง

แต่ในวันนี้ ดอกเบี้ย 2 ปีปรับตัวสูงขึ้นไปที่ 3.5% แล้ว นอกจากนั้น ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8% มาเป็น 4.9% ซึ่งสะท้อนการคาดหวังของตลาดพันธบัตรว่า เงินเฟ้อของไทยน่าจะปรับตัวสูงขึ้น และธปท.จะไม่ปรับลดดอกเบี้ยอย่างแน่นอน แต่อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นก็ได้

การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำประมาณ 4% เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงว่า ปัญหาเงินเฟ้อจะฝังตัวเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แปลว่า เมื่อเงินเดือนเริ่มปรับขึ้นก็มีความเสี่ยงว่า ราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นตามอีกรอบ ทำให้วัฏจักรของการปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามด้วยค่าแรง ตามด้วยราคาสินค้ามีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

แต่ก็ต้องเห็นใจผู้ใช้แรงงานในเมืองหรือมนุษย์เงินเดือนโดยรวม ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากราคาอาหารและพลังงานที่แพงขึ้นมาก ผมประเมินคร่าวๆ ว่า ราคาสินค้าและพลังงานที่เพิ่มขึ้นนั้น โดยรวมน่าจะทำให้มนุษย์เงินเดือนจนลงไปประมาณ 12% แต่ประเด็นคือ การจนลงดังกล่าวเป็นไปตามความเป็นจริง คือ เมื่อมนุษย์เงินเดือนซื้อพลังงานและอาหาร และราคาสินค้าดังกล่าวแพงขึ้นก็แปลว่า สถานะทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้ต้องตกต่ำลง

การเรียกร้องขอเงินเดือนขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ เพราะไม่มีใครอยากจะยอมรับความจริงว่า สถานะทางเศรษฐกิจของตนตกต่ำลง และมักจะเรียกร้องว่า ต้องเพิ่มเงินเดือนให้เพียงพอกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากลูกจ้างได้รับเงินเดือนขึ้นเต็มจำนวนที่ร้องขอ ก็แปลว่า จะต้องไปลดกำไรของผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการก็คงไม่ยอม เพราะมีปัญหาต้นทุนสูงรอบด้านอยู่แล้ว จึงจะต้องพยายามปรับราคาสินค้าขึ้น ในบางกรณีทำไม่ได้ เพราะกำลังซื้อไม่ดี ก็ต้องเลิกกิจการไป

ในบางกรณีรัฐบาลไม่ยอมให้เพิ่ม ก็ต้องเลิกกิจการไปหรือไม่ลงทุนขยายกิจการ ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจะทำให้ปริมาณสินค้าและบริการในประเทศมีจำนวนน้อยลง จึงไม่ได้แก้ปัญหาแต่อย่างใด และอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ มีปริมาณสินค้าที่ผลิตออกมาน้อย ราคาสินค้า จึงต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น

การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ดูเสมือนว่าเป็นการทำเพื่อช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย และเป็นผู้ที่ไร้ฝีมือและ/หรือมีประสบการณ์ทำงานน้อย แต่หากไตร่ตรองโดยละเอียดแล้ว จะสรุปได้ว่า หากปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นไปที่ 233 บาททั่วประเทศ ตามที่กลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้อง จะเป็นการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำมากถึง 30% สิ่งที่จะตามมา คือ นายจ้างจะไม่สามารถว่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานที่ขาดประสบการณ์ได้ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือ คงจะต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

และโรงงานที่เหลืออยู่คงจะพยายามเลี่ยงกฎหมายไปจ้างแรงงานต่างด้าวมากขึ้น กล่าวคือ การปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจะไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย แต่จะยิ่งทำให้ผู้ที่ขาดฝีมือและประสบการณ์หางานทำได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น อัตราการว่างงานของคนกลุ่มนี้จึงจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน จะไปเพิ่มความขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือและประสบการณ์ ความต้องการแรงงานประเภทนี้ของนายจ้างจะเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่มีความขาดแคลนอยู่ก่อนแล้ว

ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องในระยะยาว จึงไม่ใช่การเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หากต้องการให้ค่าจ้างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ผลผลิตสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง สามารถร่วมมือกันได้ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันครับ

สำหรับผลกระทบของเงินเฟ้อต่อดอกเบี้ยและประเด็นอื่นๆ จะขอเขียนต่อในสัปดาห์หน้าครับ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: