สวัสดีเสมอ


ความดื้อ
ธันวาคม 16, 2007, 10:08 pm
Filed under: Uncategorized

ความดื้อ

โดย สาระ
ปรับปรุง ๒ พ.ค. ๒๕๕๐

ความดื้อเป็นอาการที่จิตใจไม่โอนอ่อนผ่อนตาม เอนเอียงไปทางความอยาก ความต้องการ ความเชื่อ และความคิดเห็น ที่จิตใจยอมรับ รวมทั้งอาจจะต่อต้านสิ่งที่ตนไม่ยอมรับ

ความดื้อมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจจะยอมรับข้อมูลที่ดีหรือไม่ดี ข้อมูลที่ดีคือข้อมูลที่มาจากความเห็นที่ถูกต้อง

ความดื้อ มักจะมีความยึดมั่น ความเกร็ง และมีพลังต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่เวลาพูดถึงความดื้อเรามักจะมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี

ดื้อเรื่อย ๆ จะกลายเป็นนิสัย

คนดื้อมักไม่ชอบคนดื้อที่ขัดแย้งกับตน ไม่ชอบให้ใครมากำหนด ควบคุม หรือตรวจสอบ  ในทางกลับกันคนดื้อส่วนใหญ่ชอบอิสระเสรี (คนไม่ดื้อก็ชอบอิสระเสรีเหมือนกัน) คนดื้อมักยอมให้ใจเป็นใหญ่ ให้สติและปัญญาเป็นรอง

ความดื้อโดยธรรมชาติมีหลากหลาย เป็นต้นว่า
ดื้อไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใคร
ดื้อบางครั้งบางคราว
ดื้อเงียบเรียบร้อย
ดื้อคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร
ดื้อแล้วชอบกำหนด ตรวจสอบคนอื่น
ดื้อเฉย ๆ เพราะไม่รู้
ดื้อ แม้ว่าจะรู้ แต่ยอมตาม ปล่อยเลยตามเลย
ดื้อยอมเฉพาะบางเรื่อง เช่น ยอมราคะ
ดื้อเฉพาะกับบางคน
ดื้อต่อกิเลสตัณหา (อันนี้หายาก)

ใคร ๆ ก็ดื้อได้ เป็นเรื่องธรรมดา  ไม่ดื้อซิเป็นหนึ่งในร้อย  คำว่า “ดื้อ” ในบทความนี้ ต่อจากนี้จะสนใจเฉพาะความดื้อที่ดื้อต่อสติและปัญญา

การจัดการกับคนดื้อคนอื่น

ถ้าดื้อในทางไม่ดี แล้วเขายังมีกิเลสอยู่ ยังยอมให้ใจเป็นใหญ่ เหนือสติและปัญญา เขาก็มักจะต้องดื้อ  เมื่อเขาแสดงอาการดื้อออกมา เราจะรับรู้ได้ถึงพลังงานนั้น

บ่อยครั้งที่เบื้องลึกของความดื้อนั้นคือความหลง หลงในสิ่งที่ใจเขายอมรับ ณ ช่วงเวลานั้น

ความดื้อซึ่งเป็นความหลง เมื่อประกอบกับกิเลสตัวอื่น เช่น ความโกรธ ความอาฆาต ความโลภ หรือการถือตัวตน จะทำความเสียหายเดือดร้อนให้คนอื่นมาก

คนดื้อเป็นคนที่น่าสงสาร  เขามีจุดอ่อนที่พร้อมจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน ตัวอย่างเช่น ๑. ดื้อไม่รับฟังการสอน ทำให้ไม่เรียน ไม่เชื่อ ไม่รับ ไม่รู้เรื่อง ไม่ทำตาม จนเป็นผลให้เขาเสียโอกาส   ๒. ดื้อไม่ชอบรับฟังคำแนะนำไม่ชอบปรึกษาใคร ก็มักจะถูกเอาเปรียบจากคู่สัญญาหรือผู้ที่เขาไปติดต่อคบค้าด้วย อันเนื่องมาจากว่าตนขาดความรู้ทางเทคนิคในด้านนั้น ๆ ทำให้ถูกเขาหลอก เป็นต้น

และก็ต้องสงสารตัวเราด้วย ถ้าผลจากที่เขาดื้อตัดสินใจกระทำ ไม่กระทำ หรือขัดขวาง กระทบกับเราด้วย อย่างนี้เราจะนิ่งดูดายหรือ?  คนดื้อที่มีอำนาจ คนดื้อที่มีเงิน โดยที่อำนาจและเงินนั้นมันเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกันกับเรา เราจะทำเฉยหรือ?

คนดื้อมักจะถือตัวตนและมีทิฐิมานะ

ความดื้อที่ไม่ดี นั้นไม่ดีจริง ๆ ทำให้คนที่เกี่ยวข้องอึดอัด หนักใจ และนั่นก็เป็นการสร้างวิบากกรรมให้แก่ผู้ดื้อเองด้วย

การที่เราอยู่ในสังคม เราควรเดินสายกลาง คือไม่ทอดทิ้งปล่อยปละละเลย ก็ในเมื่อเราไม่ยุ่งแต่ผลมันจะกระทบกับเรา กระทบสังคมส่วนรวม เราก็ควรยุ่ง แต่ก็ไม่ควรยุ่งหยุมหยิม จะทำให้ความสงบสุข ความราบรื่น หายไป  เราจึงควรเกี่ยวข้องในลักษณะพอเหมาะพอดี

จะแก้ความดื้อในคนอื่นให้ได้จริง ๆ มักจะต้องโน้มน้าวให้เขายอมรับข้อมูลที่ถูกต้อง เกิดความเห็นที่ถูกต้อง มีสติและปัญญาที่มีกำลังเพียงพอ

การจะทำให้คนดื้อเกิดความเห็นที่ถูกต้องนั้น ยาก แต่ก็พอมีวิธีอยู่บ้าง เรื่องนี้ต้องใช้ศิลปะ ต้องใช้เวลา และก็ไม่รับประกันผล  หากทำได้แล้วจะเกิดคุณอนันต์ต่อตัว คนดื้อและต่อคนที่เกี่ยวข้องกับเขา

การถือตัวตนและทิฐิมานะของคนดื้อทำให้การแก้ความดื้อในตัวเขายากที่สุด

หรือบ่อยครั้ง การไม่พูดอะไรไม่พยายามเข้าไปแก้ไข กลับจะดีเสียกว่า

ในเบื้องต้นการจัดการกับคนดื้อสามารถทำได้ด้วยการใช้ปัญญา ศิลปะ เหตุผล ความอดทน และการปล่อยวาง 

ปัญญา คือรู้ให้เท่าทันปัญหาเป็นกรณี ๆ ไป  เราจะต้องเข้าใจการพูดการทำของคนที่เกี่ยวข้องขณะนั้น เป็นต้นว่า อาจเป็นเพราะ คนอื่นที่เกี่ยวข้องบางคนต่างหาก ที่พูดไม่ถูกกาละเทศะ ไม่มีสติ หรืออาจเป็นเพราะคนดื้อได้เป็นฝ่ายเริ่มพูดโดยไม่มีสติก่อน ก็เป็นได้

ศิลปะ ได้แก่ ๑. ยืดหยุ่นในวิธีการ เช่นว่า คนดื้อเกิดทุกข์กายและไม่ยอมรับการรักษาด้วยวิธีนี้ ก็อาจจะเลือกใช้วิธีอื่น   ๒. โน้มน้าวเรียกร้องให้เขารับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

ปล่อยวาง ในกรณีโดยทั่วไป ส่วนมาก เราควรจะปล่อยวาง  เว้นแต่เห็นว่าอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนมาก

เหตุผล ในกรณีที่เราจำเป็นต้องพูดคุยกับคนดื้อ ควรละอคติและมีเมตตาต่อเขา พูดคุยกับเขาอย่างมีเหตุผล ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ไม่ต้องเรียกร้องให้เขาคุยด้วยเหตุผล และไม่จำเป็นต้องร้องขอให้เขามี “เหตุผล” ในการสนทนา  แต่ลองถามเขาว่า “ทำไม” เขาจึงยังยืนกรานอย่างนั้น เขามีเหตุผลอะไร

ความอดทน พูดน้อย อดทนอดกลั้นที่จะไม่พูดเกินจำเป็น ๑. บางกรณีก็ไปปลุกการถือตัวถือตนของเขา แทนที่เขาจะเออออเห็นด้วยอย่างที่ควรจะเป็น ก็กลับมาขัดขวาง เพราะการถือตัวของเขาที่มันฟุ้งขึ้นมาแล้ว   ๒. อดกลั้นที่จะไม่แจกแจงรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะกับคนดื้อเขามักจะมีความคิดของเขา เมื่อเขาไม่เห็นด้วย เขาก็มักจะแสดงความเห็นขัดแย้งในรายละเอียดต่าง ๆ ดังนั้นการพูดน้อย ไม่ให้รายละเอียดเกินจำเป็น ก็จะช่วยได้

ในการสนทนา พยายามจูงเข้าสู่ความเป็นเหตุเป็นผล เป็นผู้ใหญ่ ด้วยน้ำเสียงถ้อยทีถ้อยอาศัย

นอกจากแนวทางข้างต้นแล้ว ๑. อาจจะสนใจดูจิตใจตนเองไปพร้อม ๆ กัน และ ๒. เหมือนเคย คือไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวใด ๆ แม้แต่แนวทางที่กล่าวถึงมาแล้วทั้งหมด ก็ยึดถือยึดติดไม่ได้

การจัดการกับความดื้อในจิตใจตนเอง

นิสัยหรือการคิดพูดทำที่เป็นอุปสรรคต่อความสุขและความสำเร็จ “ที่เรารู้แล้วว่ามันไม่ดี  แม้ว่าขณะนั้นจะมีสติรู้ แต่เราแพ้ ไม่ว่าจะแพ้ด้วยความอยากที่มีกำลัง การยอม หรือการไม่รู้” ก็ตาม  เพราะเราดื้อต่อสติและปัญญา สติมีกำลังน้อย ยอมตามใจ

ทางเลือกในการจัดการกับความดื้อในจิตใจ ได้แก่

๑. ดื้อตรงกันข้าม หันมาดื้อต่อนิสัยที่ไม่ดี ที่เป็นอุปสรรค

๒. ยกให้สติและปัญญาเป็นใหญ่ เหนือใจ

๓. ใจเป็นใหญ่ แต่รับฟังสติและปัญญาเสมอ

๔. ละความดื้อ เมื่อความดื้อเกิดขึ้น ก็ละความสนใจจากความดื้อนั้น

๕. ปล่อยวาง เหมือนรถยนต์ที่กำลังแล่นเร็ว แล้วชะลอรถ อาการของการปล่อยวางคล้ายอย่างนั้น  ปล่อยวางลง ใจจะสงบ เป็นสุข   แล้วจึงรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง คำสั่ง คำแนะนำที่เป็นลักษณะกำหนดให้ทำ  ถ้าความคิดที่เสนอมามีเหตุมีผล ก็จะเป็นโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ได้ทดลองแนวทางใหม่  ถึงแม้ว่าความคิดเห็นที่เสนอมา ทดลองแล้วพบว่า เป็นความคิดที่ผิดพลาด ก็ให้อภัยกันไป

Free to read or republish. 2007 by Hehasara.com

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: