สวัสดีเสมอ


ขันธ์ 5 เกี่ยวพันกับ รูปนาม และเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป อย่างไร?
กุมภาพันธ์ 22, 2007, 4:48 pm
Filed under: Uncategorized

ธรรมจักร

เนื้อความ :

ขันธ์ 5 เกี่ยวพันกับ รูปนาม และเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป อย่าง ไร?
สืบเนื่องจากกระทู้เก่า เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวข้องกับ ปฏิจสมุทปบาท อย่างไร ? เพราะยังคลุมคลืออยู่ ผมจึงต้องมา ทบทวนอีกครั้ง โดย จากการได้ยินได้ฟังมาจากหลวงพ่อ เปรียนธรรม 9 ประโยค ในอดีด และการเรียนรู้ พระสูตร พระภิธรรมแบบ งูๆ ปลาๆ ว่าสิ่งที่คลุมคลือนั้น ผิดแบบตรงกันข้าม หรือคลาดเคลื่อนไปบางจุด ซึ่งผมยังต้องอาศัยท่านผู้รู้ในที่นี้  ยกหลักฐาน หรือท่วงติง เสนอแนะ และออกความคิดเห็น ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผม และผู้ที่เข้ามาอ่าน   เนื่องจากผมจะขมวด ปริยัต ให้ลงกันได้ กับการปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ เท่าที่จะทำได้
หวังว่าผู้ที่อ่านกระทู้ที่ผมตั้งขึ้นมาคงไม่เบื่อหน่ายเสียก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เข้า ใจยาก( มากๆ ) สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่มีพื้นฐาน ทางปริยัต  หรือปริยัตและปฏิบัติ
ทบทวนเรื่องขันธ์ 5 ก่อน มีขันธ์ อยู่ 5 ขันธ์คือ
1.รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ
    รูป จัดเป็นรูปธรรม คือสิ่งที่ เห็นได้ด้วยตา ได้ยินได้ด้วยหู สัมผัสกลิ่นได้ด้วยจมูก และสุดท้ายสัมผัสได้ด้วยกาย
    เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ จัดเป็นนามธรรม คือรู้ได้ด้วยใจอย่างเดียว
  ดังนั้นขันธ์ 5 ก็คือ รูปธรรม + กับนามธรรม หรือกล่าวโดยย่อก็คือ รูปนาม นั้นเอง [คำกล่าวโดยย่อ ที่ทำให้ผมเข้าใจและแยกแยะได้เป็นครั้งแรก(ทั้งที่ผ่านมาได้อ่านมาแล้วแต่แยกแยะไม่ได้) ก็คือตอนทำกรรมฐานเป็นระบบ(18 – 19 ปีมาแล้ว) ในสมัยแรก โดยหลวงพ่อ เปรียนธรรม 9 ประโยค ซึ่งมีสมนศักษ์สมัยนั้นว่า พระเทพสิทธิมุนี (โชดก)] 
      เป็นอันว่า ขันธ์ 5 เมื่อ กล่าวโดยย่อ ก็คือ รูปนาม นั้นเอง เกียวพันกันอย่าง 100 % ไม่คลาดเคลื่อนเลย

   มากล่าวถึง ขันธ์ 5 เกียวพันกับ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรม อย่างไร
      เนื่องจากนิยามที่ว่า จิต กับ เจตสิก เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ดังนั้นในบางครั้งผมอาจเรียกรวมกันว่า จิต อย่างเดียว เพื่อสรุปในบางเรื่องในตอนท้าย
      ผมเข้าใจอย่างนี้ รูป ในขันธ์ 5 กับ รูป ในเรื่องของ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรม เป็นตัวเดียวกัน
และผมเข้าใจว่า นาม (เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ก็คือประกอบอยู่ในจิตนั้นเอง
    ที่สำคัญ คือ การแยกแยะว่า นาม(เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)อันใหน เป็นจิต อันใหนเป็นเจตสิก(ผมกำลังเปิดหาในหนังสืออยู่)
            วิญญาณ ในความหมายก็คือ รู้ อย่างเดียว หรือรู้แจ้งในอารมณ์
             จิต ในความหมายอภิธรรม จิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ คือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ
   เป็นอันว่า วิญญาน ในขันธ์ 5 กับ จิต ในอภิธรรมเป็นตัวเดียวกัน
             เวทนา ในความหายคือ ความสุข ความทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์(เฉย)
             เวทนาเจตสิก  ในอภิธรรมคือ  ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์ ก็คือ สุข ทุกข์ หรือ เฉย นั้นเอง
  เป็นอันว่า เวทนา ในขันธ์ 5 ก็คือ เจตสิก อย่างหนึ่ง ในอภิธรรม
             สัญญา ในความหมายคือ จำได้ หมายรู้
             สัญญาเจตสิก ในอภิธรรมคือ ธรรมชาติที่จำอารมณ์
เป็นอันว่า สัญญา ในขันธ์ 5  ก็คือ เจตสิก อย่างหนึ่ง ในอภิธรรม    
    คร่าวนี้มาถึงตัวปัญหา ที่เกิดกับผม และก็มีปัญหากับอีก หลายๆ ท่าน ที่ศึกษาปริยัต หรือท่านที่บรรยายธรรม  หรือแสดงธรรม ก็คือ สังขาร  ชึ่งยังมีความสับสนอยู่ว่า สังขาร เกิดก่อน วิญญาณ หรือ วิญญาน เกิดก่อน สังขาร    
  จากปฏิจสมุทปบาท  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  จึงมีสังขาร
                                           สังขารเป็นปัจจัย   จึงมีวิญญาน
                                            ………..                ต่อไปเรื่อยจนจบ 
เป็นอันว่ามีการเกียวพันธ์ ถึง 3 อย่าง  คือ
1. ขันธ์ 5,
2.ปฏิจสมุทปบาท
3. จิตเจตสิกและรูป 
     ขณะนี้ผมกำลังเห็นแนวทางในการคลี่คลาย สิ่งที่ผมคลุมคลือ ในกระทู้ เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวพัน กับ ปฏิจสมุทปบาท อย่างไร ได้บ้างแล้วครับ
      มาเริ่มต้นที่อวิชชา หรือโมหะ(ความไม่รู้)  ในปฏิจสมุทปบาทก่อน ว่าอยู่ในจิต หรือ เจตสิก
    ในอภิธรรม กล่าวถึง อกุศลจิต 12 ดวง เป็น โลภมูลจิต 8 โทสมูลจิต 2 โมหมูลจิต 2 ถ้าแปรตามประสาชาวบ้านก็คือ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง ก็คือจิตนั้นเอง ดังนั้น อวิชชา  ก็คือจิตนั้นเอง รู้(แต่ขาดสติปัญญา)
     มาที่ สังขาร ถ้าแปลตามตัว คือ ปรุงแต่ง ทั้งในขันธ์ 5 และปฏิจสมุทปบาท ซึ่งจะจัดอยู่ ในจิต หรือ เจตสิกดี
  แต่จากปฏิจสมุทปบาท สังขาร มาก่อน วิญญาณ
       ดังนั้นสังขารก็คือ ตัวจิตนั้นเอง ที่เกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่ง ของธรรมชาติ 
      ดังนั้นปฏิสนธจิตของผู้มีกิเลสอยู่ ก็คือ ความไม่รู้(อวิชชา)+การปรุงแต่ง(สังขาร) เป็นจิตหรือวิญญาณ
   จากที่กล่าวมาข้างบน สามารถสรุปตามที่ผมเข้าใจ ความเกียวของของ ขันธ์ 5 กับ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรมได้แล้ว ดังนี้
                                ขันธ์ 5                          จิตเจตสิกรูป
                                รูป                =                  รูป
                                เวทนา           =                 เวทนาเจตสิก
                               สัญญา          =                  สัญญาเจตสิก
                               สังขาร           =                   ตัวปรุงแต่งเกิดจิต  หรือปฏิสนธิจิต
                                วิญญาณ      =                   จิต
                 และตามที่ผมกล่าวตามกระทู้ก่อนหน้านี้ ว่า ขันธ์ 5 เกิดดับ อย่างรวดเร็ว ในขณะหนึ่ง ขันธ์ 5 เกิดดับไปแล้วหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะเป็นไปตาม อภิธรรม ที่กล่าวไว้ว่า จิตนั้น เกิดดับอย่างรวดเร็ว สืบต่อกันไป ในช่วงแค่ขณะเวลาหนึ่งนั้นจิตนั้น เกิดดับ สืบต่อกันมากมายแล้ว
        สรุปแล้ว จิตบังเกิดขึ้น 1 ดวง นามขันธ์ (วิญญาณ สังขาร สัญญา เวทนา) ย่อมเกิดขึ้นด้วย เมื่อจิตดวงนั้นดับ นามขันธ์ก็ดับด้วย 
        มาถึงจุดที่ผมคลุมคลือ ในการทู้ เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวข้องกับ ปฏิจสมุทปบาทอย่างไร
สิ่งที่คลุมคลือ คือ ผมพยายาม จับปฏิจสมุทปบาท ให้ลงร่วมเป็นขันธ์ แต่มีหลายคำหรือหลายตัว ถ้ารวมกันแล้วเกิดความเข้ากันไม่ได้ทั้งหมด เช่น นามรูป  สฬายตณะ ผัสสะ ฯลฯ แต่เมื่อนำเรื่องของ จิตเจตสิก เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเข้ากับ ปฏิจจสมุทปบาทได้อย่างลงตัว ผมลองไล่เป็นตัวๆ ดังนี้
ปฏิจสมุทปบาท                            จิตเจตสิก+อนุสัยกิเลส    
อวิชชา                                  ความไม่รู้(อนุสัยกิเลส) ก็คือจิต(ขาดสติปัญญาแต่เริ่ม)
สังขาร                                   ตัวปรุงแต่ง หรือปฏิสนธิจิตด้วยอนุสัยกิเลส ก็คือจิต
วิญญาณ                              จิต(มีอนุสัยกิเลส)
นามรูป                                  ผมจัดเป็นเจตสิกอย่างหนึ่ง( ยังหาไม่เจอ)
อยายตณะ(สฬายตณะ)          ผมจัดเป็นเจตสิกอย่างหนึ่ง( ยังหาไม่เจอ)
ผัสสะ                                   ผัสสเจตสิก (ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์)+อนุสัยกิเลส
เวทนา                                  เวทนาเจตสิก (ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์)+อนุสัยกิเลส
ตัณหา                                  เป็นเจตสิก เช่น อกุศลเจตสิก 14 ก่อเป็นกิเลสอย่างกลาง ปะทุเป็นอย่าง          
                                            หยาบเมื่อไหรก็ได้ ทางกาย หรือ วาจา 
อุปาทาน                               เป็นเจตสิก เป็นกิเลสอย่างกลางอยู่ แต่ปะทุเป็นอย่างหยาบได้
ภพ                                      เป็นเจตสิก เป็นกิเลสอย่างกลางโตขึ้นอีก แต่ประทุเป็นอย่างหยาบได้
ชาติ                                     เป็นเจตสิก กิเลสอย่างกลางโตขึ้นอีก แต่ประทุเป็นอย่างหยาบได้
ชรา มรณะ โสก…..                นี้ละทุกข์ หรือ ทุกขะ คือทนอยู่ไม่ได้ตั้งอยู่ไม่ได้ คือจุติจิต หรือจิตดับ
        และผมเข้าใจว่าความแรงของกิเลส จะประทุขึ้นใจ หรือ โพ้รง ออกทางกายวาจา อยู่กำลังของอนุสัยกิเลส จากจิตที่สืบทอดกันมาด้วยอวิชชา แล้วมาเจอเจตสิก ที่กระทุ้น เพิ่มขึ้นให้เพิ่มกำลังกิเลสมากขึ้น จนประทุออกมา
ผมอธิบายการเกิดกิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบ ตามความเข้าใจของผม ที่เกี่ยวกับจิตดังนี้                           
              สมมุติ เห็นดอกไม้ จิตมีการเกิดดับแล้วหลายๆ ครั้ง แต่มีการสืบทอดการเห็นอยู่ ในการเห็นนั้น และในการเกิดดับของจิตอยู่นั้นมีจิตดวงหนึ่ง เกิดปรุงขึ้นมาว่าสวยและชอบ นั้นคือตัณหาบังเกิดความสวยและชอบเป็นกิเลสอย่างกลาง และจะสืบต่อไปยังจิตที่เกิดดับอีกหลายดวง   จนกิเลสนั้นเพิ่มกำลังขึ้นในการสืบต่อของจิตดวงต่อไป จนทนเฉยอยู่ไม่ได้ เข้าไปลูบ เข้าไปจับ เข้าไปดม เข้าไปเด็ด เป็นกิเลสอย่างหยาบ
         จากที่เห็นดอกไม้ จนถึงเข้าไปดม เข้าไปเด็ด นั้น จิต เกิดดับจนนับไม่ถ้วนแล้ว ขันธ์เกิดดับจนนับไม่ถ้วนและ ปฏิจสมุทปบาทวนรอบ จนนับไม่ถ้วนแล้ว แต่ผู้มีกิเลสทั้งหลายหารู้ได้ไม่ กลับไปหลงอยู่ กับสมมุติ และสมมุติสัจจะ อันเป็น ตัวตัณหา จึงต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารอยู่อย่างนั้น  ดังนั้นจึงมีแต่การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อันเป็นทางเอกเท่านั้น ที่จะหลุดจาก วัฏฏะสังสารนี้ไปได้
               เป็นอันว่าผมจบลงได้อย่างกระทอนกระแท่นก็แล้วกันนะครับ
        ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องที่เข้าใจอยากครับ

 จากคุณ : Vicha [ 24 เม.ย. 2545 / 18:50:13 น. ]
     [ IP Address : 203.144.180.32 ]
Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: