สวัสดีเสมอ


จุดประกาย ตอน พืชพรรณบรรพกาล
กุมภาพันธ์ 20, 2007, 5:57 am
Filed under: Uncategorized

พรรณพืชหลากหลายที่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดียังคงปรากฏอยู่ในเขตป่าประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขียนโดย ยุวดี มณีกุล

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากใครรักต้นไม้ และได้มีโอกาสไปเยือนสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสวนป่าขนาดย่อมที่มีพรรณไม้ทางศิลปวัฒนธรรมมากมายยืนต้นเรียงรายให้ร่มเงา บ้างเป็นหน่ออ่อน บ้างเป็นไม้พุ่ม ไม้ใบ ไม้ดอก โดยแต่ละต้นจะมีแผ่นป้ายอธิบายพันธุ์ ความเป็นมา และหลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์ที่ต้นไม้เหล่านี้ถูกจารึกไว้เนิ่นนาน

พรรณไม้ในพุทธประวัติ 

พรรณไม้ในพุทธประวัติ
ภาพพุทธประวัติ ตอนยมกปาฏิหาริย์ มองเห็นต้นคัณฑามพฤกษ์ หรือมะม่วง

 สวนพฤกษชาติเหล่านี้เป็นสวนเชิงอนุรักษ์ มุ่งเน้นพืชพรรณทางศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พรรณไม้ในพุทธประวัติ พรรณไม้ในตำนาน ชาดก พรรณไม้จากบทพระราชนิพนธ์ เป็นอาทิ

 กระทุ่ม 

กระทุ่ม ใบกระทุ่ม

นางในสวนอนุรักษ์

 อ.อรไท ผลดี ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกำลังสำคัญในการเนรมิตพรรณไม้หายากมาทดลองปลูกรอบๆ สำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งนี้พรรณไม้ที่เลือกสรรได้ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาแล้วจาก ‘โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณพืชทางศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์’ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547
 ภาพวาดลายเส้นใบมะเยา 

มะเยา
  ภาพวาดลายเส้นใบมะเยา

 “สำนักฯ นี้เปิดมา 13 ปีแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตรนี้เลยนะคะ” อ.อรไท เล่าด้วยความภาคภูมิใจ ขณะนำอาคันตุกะชมไม้ต้นรอบบริเวณ

 “ตอนมาแรกๆ ยังไม่มีอะไร เราก็ไปตระเวนหาไม้ที่ศึกษามาปลูก แล้วก็ทำป้ายไม้สักใช้เลเซอร์ยิงคำบรรยายลงไป อย่างเช่นไม้ต้นนี้มาจากวรรณคดีเรื่องไหน มาจากจารึกหลักไหน ทุกอย่างนี่จ่ายสตางค์เองหมดเลยค่ะ”

 อ.อรไท ว่าพลางชี้ชวนให้ชมไม้มะริดต้นหนึ่ง

 “ไม้มะริดนี่หายาก เป็นไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีทำรางระนาด หาค่าไม่ได้ เดี๋ยวนี้จะทำรางระนาดทีต้องไปหาที่พม่าแล้วนะคะ ที่ได้มานี่ไปขอมาจากกรมป่าไม้ คือที่จริงก็ยังพอมีพันธุ์ แต่เขาคงเห็นว่าไม่ใช่ไม้สำคัญมากพอที่จะส่งเสริม แล้วนั่นก็ไม้พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ถือเป็นไม้ก่อนประวัติศาสตร์เหมือนกัน”

 ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการทำวิจัยและลงมือปลูกพรรณไม้ประเภทนี้ อ.อรไท เล่าว่าครอบครัวรักต้นไม้ และตอนเรียนระดับชั้นปริญญาตรีก็เรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีพื้นฐานความรู้ จากนั้นไปศึกษาต่อคณะครุศาสตร์ ภาควิชาภาษาไทย และคณะโบราณคดี ด้านจารึก จึงมีความสนใจวรรณคดีและสามารถอ่านจารึกโบราณ

 “เริ่มจากเกิดคำถามในใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่ชอบเหมาว่าวัฒนธรรมไทยแทบทุกอย่างรับอิทธิพลจากอินเดียหรือไม่ก็จีน ทำไมไม่คิดว่าสิ่งนั้นๆ อาจมีมาก่อนนานแล้วในหมู่ชนเผ่าไท อย่างเช่นถ้าพูดถึงพิกุล คนมักคิดว่ามาจากอินเดีย เพราะคำนี้น่าจะมาจาก ‘วกละ’ ทั้งที่พิกุลปลูกในถิ่นนี้มานานแล้ว แต่คนท้องถิ่นเรียกว่าดอกแก้ว เป็นภาษาพื้นเมือง ในจารึกบางหลักก็มีผกา แก้ว เกศ คือมีคำว่าแก้ว ดอกแก้วนี่ไม่ใช่ดอกแก้วขาวนะ มันเป็นดอกที่มีลายแฉกๆ เวลาทอผ้าทางอีสานเขาเรียกลายดอกแก้ว ไม่ใช่ดอกแก้วขาว ดอกแก้วขาวนั้นมาจากทางอเมริกาใต้ แต่แก้วของเราคือพิกุล ต่อมาเลยเรียกพิกุล เพราะยุคต่อมาอิทธิพลขอมเข้ามา ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียอีกที ซึ่งมันก็ยุคหลัง ไม่ใช่ว่าเรารับมาตั้งแต่ยุคแรก”

 นอกจากหลักฐานเอกสารและจารึกโบราณ อ.อรไท ยังสืบค้นหลักฐานทางโบราณคดีมาใช้ในงานวิจัยด้วย

 “ไปค้นคว้าข้อมูลทางโบราณคดี พบว่าซากฟอสซิลพรรณพืชหลายพรรณจากถ้ำผีที่แม่ฮ่องสอนมีอายุเป็นหมื่นๆ ปี เช่น สมอชัย สมอพิเภก มะปราง มะยาง มะกอก อะไรพวกนี้ ก็บอกได้ว่าเป็นไม้โบราณ เวลาไปหาพันธุ์มาปลูกก็แยกปลูกตามกลุ่มวัฒนธรรม ที่หายากคือมะปราง ไม้ก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือกลุ่มไม้สมัยพุทธกาล อายุไม่ต่ำกว่า 2,500 ปี”

 งานวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยมีคณาจารย์นักวิจัยร่วมอีกหลายสาขา ได้แก่ ด้านพฤกษศาสตร์ พืชสวน วนศาสตร์ งานวิจัยนี้จึงมีลักษณะสหสาขาวิชาเพื่อตอบโจทย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน

 “ในไตรภูมิพระร่วงพูดถึงกล้วยโบราณกลุ่มหนึ่ง เช่น กล้วยตีบ กล้วยทองฝาแฝด ตอนแรกไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไรต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นมาช่วยกันดู เลยรู้ว่ามันคือต้นนั้นต้นนี้ คืออาจเป็นต้นโบราณแต่สมัยนี้เรียกชื่อต่างออกไป”

 ผลพวงจากความสนใจเรื่องพรรณพืช ผนวกกับการทำวิทยานิพนธ์เรื่องอิเหนา เกี่ยวกับเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ เมื่อครั้งเรียนภาควิชาภาษาไทย ทำให้ อ.อรไท มีโอกาสค้นคว้าเรื่องผ้าทอ จนปัจจุบันนับได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอชนเผ่าไทอีกคนหนึ่ง

 “คนไทยชอบไปสรรเสริญจีนกับอินเดีย จนไม่เชื่อในภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าไทด้วยกันเอง ประเทศไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลของอินโดจีน ฝรั่งมอมเมาเราให้โง่ ทั้งที่คนในภูมิภาคนี้มีวัฒนธรรมเก่าแก่ไม่แพ้ที่อื่นๆ นี่คือความรู้สึกลึกๆ ที่ทำให้ทำงานวิจัยเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยออกมา”

พรรณพืชยุคหิน

 บทคัดย่อผลการวิจัยหัวข้อพรรณพืชทางศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผลงานของ อ.อรไท สืบย้อนไปถึงพรรณพืชในตำนานการสร้างโลกที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ของพระมหาธรรมราชาลิไทย เมื่อ พ.ศ.1888 ประกอบด้วยกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ

 ในกามภูมิยังแยกออกเป็น 4 ภูมิ คือ มนุสสภูมิ ดาวดึงสภูมิ อสุรกายภูมิ และครุฑภูมิ มีต้นไม้ประจำภูมิ แบ่งทิศจากศูนย์กลางคือเขาพระสุเมรุ ในมนุสสภูมิ มี 4 ทวีป ทิศเหนือมี ‘กัลปพฤกษ์’ ประจำอุตตรกุรุทวีป ทิศใต้มี ‘หว้า’ ประจำชมพูทวีป ทิศตะวันออกมี ‘ซึก’ ประจำบุพพวิเทหทวีป, ทิศตะวันตกมี ‘กระทุ่ม’ ประจำอมรโคยานทวีป ยอดเขาพระสุเมรุมี ‘ปาริชาต’ ประจำดาวดึงสภูมิ ข้างใต้เขาพระสุเมรุมี ‘แคฝอย’ ประจำอสุรกายภูมิ เชิงเขาพระสุเมรุมี ‘งิ้ว’ ประจำครุฑภูมิ

 ส่วนพรรณพืชดึกดำบรรพ์ในประเทศไทยที่เก่าแก่ที่สุดคือ ต้นกระบากอายุพันปี ที่เขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

 นอกจากนี้มีหลักฐานการพบพรรณพืชเป็นจำนวนมากที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พืชน้ำ ได้แก่ โกมุท จงกลนี บุณฑริก บัวผัน บัวเผื่อน บัวขม ปทุม เป็นต้น หรือพืชมีดอก เช่น กัลปพฤกษ์ กุมาริกา กระดังงาสงขลา การเวก ขี้เหล็ก คัดเค้า แจง นมแมว ปันหยี พวงประดิษฐ์ พาดไฉน พิมาน มะค่าแต้ มะพลับ รวงผึ้ง สารภี รวก รัง อังกาบ เป็นต้น

 ผลการวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งเป็นพรรณพืชสมัยหินกลาง อ้างอิงการค้นพบของ ดร.เชสเตอร์ กอร์แมน ที่แหล่งโบราณคดีถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ 8,500-13,000 ปี พบซากฟอสซิลของพืช จำนวน 14 ชนิด ได้แก่ กระจับ แตงร้าน ถั่วเขียว ถั่วน้อย นางพญาเสือโคร่ง(พืชสกุลเดียวกับท้อ) น้ำเต้า พริกไทย พลู มะกอกเลื่อม มะซาง มะเยา สมอไทย สมอพิเภก และหมากนอก

 พรรณพืชที่สำคัญในสมัยหินกลางจากแหล่งโบราณคดีถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อประมาณ 7,000 ปี จากการขุดค้นของ ดร.กอร์แมน เช่นกันคือ ข้าว ซึ่งเก่าแก่กว่าพืชชนิดเดียวกันที่พบในส่วนอื่นของโลก ทำให้น่าเชื่อถือได้ว่าบริเวณดังกล่าวในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อาจเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดการเกษตรกรรมของโลก ไม่ใช่บริเวณตะวันออกกลางที่เรียกกันว่าดินแดนอันอุดมสมบูรณ์รูปพระจันทร์เสี้ยว (The Fertile Crescent) ดังที่เคยเชื่อกันมา

พืชพรรณบรรพกาล

พรรณพืชสมัยพุทธกาล

 ในพุทธประวัติปรากฏพรรณไม้สำคัญหลายตอน ดังนี้

 ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ คือสาละอินเดีย กล่าวถึงพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดาทรงสุบินว่าท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 มายกพระแท่นบรรทมของพระนางไปสู่ป่าหิมพานต์ และประดิษฐานไว้ที่แผ่นศิลาใหญ่ใต้ต้นสาละและพระพุทธองค์ได้ประสูติใต้ต้นสาละ คนไทยเข้าใจว่าหมายถึงต้นรัง ซึ่งเป็นไม้สกุลเดียวกัน ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จลงปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระพุทธมารดาเกิดบุพนิมิต 32 ประการ ประการหนึ่งคือห่าฝนดอกไม้ทิพย์มีมณฑาบุปผชาติ เป็นต้น

 ตอนเจ้าชายสิทธัตถะในปฐมวัย คือต้นหว้า กล่าวถึงตอนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ฉายาแห่งไม้หว้าที่พระพุทธองค์ขณะเป็นพระราชกุมารประทับอยู่ไม่ได้ชายไปตามตะวัน เช่น เงาแห่งร่มไม้อื่น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 ตอนทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือมะม่วง กล่าวถึงตอนพระพุทธองค์ประทับเพียงลำพัง หลังจากนายฉันนะกับม้ากัณฐกะกลับไปแล้ว ณ ป่ามะม่วงชื่อ อนุปิยอัมพวัน เป็นเวลา 7 วัน ส่วนชมพูพฤกษ์ หรือต้นหว้า หลังจากพระพุทธองค์ได้สดับพิณทิพย์สามสาย จึงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาปฏิบัติทางสายกลาง เสด็จประทับภายใต้ต้นหว้า

 ตอนทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอีกตอนหนึ่ง คือนิโครธ กล่าวถึงตอนนางสุชาดากระทำบวงสรวงเทพยดาอันสิงสถิต ณ ต้นนิโครธ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาประทับที่ต้นนิโครธ นางเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา จึงจัดข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำมาถวาย

 ตอนตรัสรู้ คือพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เปรียบว่ามีสัณฐานดังไม้กัลปพฤกษ์ในสวรรค์ ในตอนนี้ยังมีหญ้ากุสะ โสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้ากุสะ 8 กำแด่พระพุทธองค์ แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทอดหญ้าคากระทำเป็นรัตตบัลลังก์

 ตอนพระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขในสถานที่ทั้ง 7 แห่ง เรียกว่าสัตตมหาสถานประทับอยู่แห่งละ 1 สัปดาห์ มี อัชปาลนิโครธ คือไม้นิโครธ อันเป็นที่พำนักของคนเลี้ยงแกะ กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปประทับเสวยวิมุตติสุขยังต้นนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ และมุจลินทพฤกษ์ คือไม้จิก กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จออกจากต้นนิโครธไปประทับเสวยวิมุตติสุขยังต้นจิก ซึ่งอยู่ทางทิศปราจีนของต้นโพธิ์ตลอดเวลา 7 วัน ฝนตกลงมิได้ขาด พญานาคชื่อมุจลินท์ซึ่งอยู่ในสระโบกขรณีใกล้ไม้จิก บังเกิดศรัทธาในพระพุทธองค์จึงขนดกายรอบพระพุทธองค์ 7 รอบ แล้วแผ่พังพานป้องกันฝนแด่พระพุทธองค์ ทั้งมีราชายตนพฤกษ์ คือไม้เกด กล่าวถึงตอนพระพุทธองค์เสด็จจากไม้จิกไปประทับยังไม้เกด ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของไม้จิก ประทับเสวยวิมุตติสุข 7 วันในสัปดาห์สุดท้าย

 ตอนพระพุทธองค์เสด็จไปตำบลอุรุเวลา แขวงเมืองราชคฤกษ์ คือกุ่มบก กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จไปชักผ้าบังสุกุลซึ่งห่ออสุภนางปุณณทาสีในป่าช้าผีดิบ นำมาซักและตากผ้าที่ไม้กุ่มบก อันเทพยดาสิงสถิตที่ไม้นี้น้อมกิ่งลงมาให้พระพุทธองค์ทรงตากจีวร

 ตอนยมกปาฏิหาริย์ คือคัณฑามพฤกษ์ เป็นต้นมะม่วงที่พระพุทธองค์ได้กระทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อปราบพวกเดียรถีย์

  ตอนพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คือ สาละ กล่าวถึง พระพุทธองค์เสด็จมายังสาลวันแห่งพระยามัลลราช ริมฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี ใกล้เมืองกุสินาราย โปรดให้พระอานนท์ตั้งพระแท่นบรรทม หันศีรษะไปทางทิศอุดร ระหว่างต้นสาละต้นคู่ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ได้เอนลงบรรทมเหนือพระแท่นบรรทมในเวลาเย็น สิ่งมหัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น เช่น ต้นสาละก็ผลิดอกบานสะพรั่งเพื่อบูชาพระพุทธองค์ นอกจากนี้มี มณฑา กล่าวถึงตอนบังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขณะพระพุทธองค์บรรทมเหนือแท่นบรรทม ภายใต้ต้นสาละคู่ คือดอกมณฑาได้ตกลงมาจากนันทวันเทพอุทยานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อบูชาพระพุทธองค์

ไม้ของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

 บริเวณสวนอนุรักษ์ของสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มีกลุ่มต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ดังนี้

 พระพุทธตัณหังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือสัตบรรณ พระพุทธเมธังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือทองกวาว พระพุทธสรณังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือแคฝอย พระพุทธทีปังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือเลียบ พระพุทธโกณฑัญญะต้นไม้ตรัสรู้คือขานาง พระพุทธมงคล ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธสุมนะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธเรวตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธโสภิตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง, บุนนาค

 พระพุทธอโนมทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือรกฟ้า พระพุทธปทุมะ ต้นไม้ตรัสรู้คืออ้อยช้าง(เพกา) พระพุทธนารทะ ต้นไม้ตรัสรู้คืออ้อยช้าง(เพกา) พระพุทธปทุมุตตระ ต้นไม้ตรัสรู้คือสน พระพุทธสุเมธะ ต้นไม้ตรัสรู้คือสะเดา พระพุทธสุชาตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือไผ่ใหญ่ พระพุทธปิยทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือกุ่ม พระพุทธอัตถทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือจำปา พระพุทธธัมมทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือมะกล่ำหลวง(มะพลับ) พระพุทธสิทธัตถะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกัณณิการ์

 พระพุทธติสสะ ต้นไม้ตรัสรู้คือประดู่ลาย พระพุทธปุสสะ ต้นไม้ตรัสรู้คือมะขามป้อม พระพุทธวิปัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือแคฝอย พระพุทธสิขี ต้นไม้ตรัสรู้คือมะม่วงป่า,กุ่มบก พระพุทธเวสสภู ต้นไม้ตรัสรู้คือสาละอินเดีย พระพุทธกกุสันธะ ต้นไม้ตรัสรู้คือซึก(พฤกษ์) พระพุทธโกนาคมนะ ต้นไม้ตรัสรู้คือมะเดื่อ พระพุทธกัสสปะ ต้นไม้ตรัสรู้คือนิโครธ(ไทร) พระพุทธโคตมะ ต้นไม้ตรัสรู้คือโพธิ

 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพรรณไม้โบราณที่หาชมได้ที่สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร ยังมีกลุ่มไม้สำคัญอีกมากมายที่รอคอยการมายล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรณไม้ที่ปลูกตามบทชมไม้ในเพลงพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ให้ทั้งความร่มรื่น รื่นรมย์ และความรู้…ประดับจิตใจ

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: