สวัสดีเสมอ


เต๋าแห่งฟิสิกส์
กุมภาพันธ์ 2, 2007, 2:45 pm
Filed under: Uncategorized

เ��เธนเน่ กาแลกซีส์ 

เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ หากลองสังเกตธรรมชาติที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นคู่เหมือนจงใจ นักปราชญ์ลัทธิเต๋าเองยอมรับการมีอยู่ของคู่แห่งสรรพสิ่ง ที่เรียกว่า หยินและหยาง ราวกับเข้าใจกฎธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ขณะที่นักฟิสิกส์เพียรพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า เอกภพมีสมมาตรสัมบูรณ์อยู่จริง สมสกุล เผ่าจินดามุข รายงาน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในปลายปีนี้เอง ศูนย์ปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ของสหภาพยุโรป หรือเซิร์น (CERN) ซึ่งตั้งอยู่ชนแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศส จะเริ่มเดินเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อทดลองให้อนุภาควิ่งมาชนกันด้วยความเร็วสูง และหลังจากเก็บเกี่ยวผลทดลองแล้ว อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คลี่ปมความลับสุดยอดที่ซ่อนตัวอยู่ในจักรวาล

นักอ่านนวนิยายอาจเคยได้ยินชื่อศูนย์ปฏิบัติการเซิร์นจากเรื่อง เทวากับซาตาน ซึ่งประพันธ์โดยแดน บราวน์ ก่อนหน้าจะมีชื่อเสียงทะลุพิภพจากนวนิยายอีกเล่มหนึ่ง รหัสลับดาวินชี เซิร์น ไม่เพียงเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงเท่านั้น การทดลองเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อให้อะตอมชนกันด้วยความเร็วสูงยังเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ดร. ��รรถกฤต ฉัตรภูมิ
ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูมิ

เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider) ฝังอยู่ลึกลงไป 100 เมตรใต้ดิน อุโมงค์เร่งอนุภาคจะเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนที่กินระยะทางยาวถึง 27 กิโลเมตร เป็นโครงการทดลองระดับอภิมหาโปรเจคเพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างของเอกภพที่ลำพังใช้สูตรคณิตศาสตร์ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน

“จุดประสงค์ของการทดลองประการหนึ่ง คือ ทดสอบโมเดลฟิสิกส์ที่มีอยู่แล้วและศึกษาเพื่อทำความเข้าใจและแสวงหาข้อมูลใหม่ เพื่อทำความเข้าใจฟิสิกส์ในระดับพลังงานสูง ส่วนอีกประการหนึ่งคือ การศึกษาลึกเข้าไปถึงโครงสร้างของสสารต่างๆ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถรู้ลึกถึงระดับนิวเคลียส และระดับอะตอม แต่เราพยายามเข้าไปให้ลึกที่สุด เพื่อดูว่าที่จริงแล้วสสาร หรือสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นเราคืออะไร และอาจมีเค้าลางบ่งบอกได้ว่า เอกภพกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร” ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูมิ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

สี่ยอดพลังกายสิทธิ์

กล้��งโทรทรรศน์��วกาศ (Hubble Space Telescope)

เป็นที่ทราบกันดีว่า สสารประกอบด้วยอะตอม มีนิวเคลียสเป็นแกนกลาง วนรอบด้วนอิเล็กตรอน จากการศึกษาที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วจนถึงยุค 1960 นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของสสารมากขึ้น

“สสารทั้งหมดสามารถแบ่งได้เป็นสองพวก พวกแรกเรียกว่า เฟอร์มิออน (Fermion) อีกพวกหนึ่งเรียกว่า โบซอน (Boson) สสารทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติที่ต่างกัน โดยคร่าวๆ แล้ว พวกเฟอร์มิออน เป็นพวกที่ประกอบเป็นเนื้อสาร ส่วนพวกโบซอน ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคที่เป็นสื่อนำแรง” นักวิชาการจากจุฬาฯ กล่าวให้พื้นฐานความรู้ฟิสิกส์

นักฟิสิกส์ยังได้ใช้โมเดลที่เรียกว่า สแตนดาร์ด โมเดล ออฟ ฟันดาเมนทอล พาร์ติเคิล หรือ แบบจำลองมาตรฐาน เป็นตัวแบ่งประเภทของสสาร โดยแบบจำลองมาตรฐานดังว่านี้เป็นการกล่าวถึงแรง (force) ในธรรมชาติที่มีอยู่สี่ชนิด ได้แก่ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม

การศึกษาทางฟิสิกส์อธิบายว่า บรรดาแรงทั้งสี่เหล่านี้ต้องมีอนุภาคที่เป็นสื่อนำแรงที่เรียกว่า โบซอน เช่น แรงแม่เหล็กไฟฟ้ามีแสงหรือ โฟตอน เป็นสื่อนำแรง แรงนิวเคลียร์แบบเข้มจะมีสิ่งที่เรียกว่า กลูออน อนุภาคระดับซับอะตอมิกที่ทำให้ควาร์กมีอันตรกิริยาต่อกันเป็นสื่อ แรงนิวเคลียร์แบบอ่อนมี ดับเบิลยู และ แซต โบซอน เป็นสื่อกลาง และแรงดึงดูดมี แรงดึงดูด เป็นตัวทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน

แรงโน้มถ่วงคือแรงดึงดูดกันระหว่างมวลสองชนิด ขณะที่แรงแม่เหล็กไฟฟ้าคือ อิเล็กตรอนดึงดูดกับโปรตรอนด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า โดยประจุที่ตรงกันข้ามกันจะมีแรงดูดกัน แต่ถ้าเป็นประจุเดียวกันจะส่งผลผลักกัน เหมือนกับแม่เหล็กขั้วเหนือดูดกับขั้วใต้

ส่วนแรงนิวเคลียร์แบบอ่อน เป็นแรงที่เกิดในระดับซับอะตอม เช่นการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี และปฏิกิริยาบางอย่างในดวงอาทิตย์ และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม เป็นอันตรกิริยา (interaction) ระหว่าง ควาร์กกับกลูออน ดังที่อธิบายด้วยทฤษฎีควอนตัมโครโมไดนามิกส์ หรือ คิวซีดี

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์ทราบว่า นิวเคลียส ซึ่งเป็นแกนกลางของอะตอม ประกอบด้วยโปรตรอนกับนิวตรอน (ยกเว้นไฮโดรเจนซึ่งมีโปรตรอนตัวเดียว) แต่จากการศึกษาต่อมาพบว่า โปรตรอนกับนิวตรอนยังสามารถแบ่งแยกได้เป็นองค์ประกอบที่เรียกว่า ควาร์ก ซึ่งมีอยู่ 6 ตัว

ในบรรดาแรงทั้งสี่เหล่านี้ สิ่งที่นักฟิสิกส์ศึกษาและเข้าใจมากที่สุดคือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า รองลงมาคือ แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน ตามมาด้วยแรงนิวเคลียร์แบบเข้มที่มีทฤษฎีที่เรียกว่า ควอนตัมโครโมไดนามิกส์ (คิวซีดี) เป็นตัวอธิบาย แม้จะรู้และเข้าใจได้ไม่มากนักแต่ก็ยังมีความรู้และเข้าใจมากกว่าแรงโน้มถ่วง

เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่า ทั้งที่ชีวิตประจำวันของมนุษย์สัมผัสกับแรงโน้มถ่วงอยู่ตลอดเวลา แต่นักวิทยาศาสตร์กลับมีความเข้าใจ หรือทำการทดสอบน้อยกว่าแรงอีกสามชนิด

“แรงที่เราเข้าใจน้อยที่สุดคือ แรงโน้มถ่วง ทั้งที่เป็นแรงที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัย ไอแซค นิวตัน พบว่าโลกมีแรงดึงดูดหลังจากถูกลูกแอปเปิลหล่นใส่ จนสามารถนำมาใช้คำนวณการยิงจรวดขึ้นสู่อวกาศ การคำนวณสุริยคราส และจันทรคราสได้แม่นยำ แต่จริงๆ แล้ว ทางฟิสิกส์แรงโน้มถ่วงเป็นแรงที่ทดลองได้ยาก และรู้น้อยมาก เราเชื่อว่า มวลสองก้อนดึงดูดกันเพราะมีการแลกเปลี่ยนอนุภาคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กราวิตรอน แต่ยังไม่มีการค้นพบ และยังมีคำถามอยู่ว่า ทฤษฎีที่พูดถึงควอนตัมกราวิตีมีอยู่จริงหรือไม่ แม้กระทั่งในทางทฤษฎีก็ยังมีปัญหา อย่าว่าแต่การทดลองเลย” ดร.อรรถกฤต กล่าว วิถีแห่งเต๋าหนึ่งในการทดลองที่เซิร์นจ่อคิวเดินเครื่องเร่งอนุภาคคือ การทดลองที่เรียกว่า คอมแพค มิวออน โซลินอย์ หรือย่อว่า ซีเอ็มเอส ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ตรวจจับอนุภาค ฮิกส์-โบซอน เมื่ออะตอมสองตัวที่ถูกเร่งความเร็วด้วยเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี“เมื่อพูดถึงแรงแม่เหล็กไฟฟ้ากับแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน อนุภาคส่วนใหญ่ถูกค้นพบหมดแล้ว ยังขาดอนุภาคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ฮิกส์-โบซอน” อนุภาคชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นโบซอน แต่ไม่ได้เป็นสื่อนำ มีหน้าที่ทางเทคนิคคือ เป็นอนุภาคที่คอยให้มวลแก่อนุภาคต่างๆ จากทฤษฎีเชื่อว่า อนุภาคฮิกส์-โบซอนมีอยู่จริง แต่ยังไม่มีใครค้นพบ คาดกันว่า เป็นหนึ่งในการทดลองที่เซิร์นจะสามารถค้นพบอนุภาคนี้ได้” ดร.อรรถกฤต กล่าวอธิบายโดยทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน ฮิกส์-โบซอน เป็นอนุภาคพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญที่ใช้อธิบายการกำเนิดของอนุภาคอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถใช้อธิบายความแตกต่างระหว่างโฟตอน ซึ่งไม่มีมวล กับดับเบิลยูและแซตโบซอนได้ มวลของอนุภาคพื้นฐาน และความแตกต่างระหว่างแรงแม่เหล็กไฟฟ้า (ซึ่งเกิดจากโฟตอน) และแรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน (ซึ่งเกิดจากดับเบิลยูและแซตโบซอน) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างของสสารระดับจุลภาคและมหภาค ซึ่งถ้าฮิกส์-โบซอนมีอยู่จริง มันจะเป็นอนุภาคที่สร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลกรอบกายเรา

นอกจากนักฟิสิกส์จะมีปัญหากับการทำความเข้าใจแรงดึงดูดแล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับฟิสิกส์อนุภาคที่นักฟิสิกส์ยังไม่เข้าใจดีอีกประการ คือปัญหาของ สสารและปฏิสสาร จากทฤษฎีของพอล ดิเร็ก ใน ค.ศ.1928 หนึ่งในผู้คิดค้นทฤษฎีควอนตัมทำนายว่า มีอนุภาคที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกอย่างแต่มีประจุตรงกันข้าม อนุภาคนั้นเรียกว่า ปฏิสสาร เช่น อิเล็กตรอนซึ่งเป็นประจุลบมีปฏิสสารที่เป็นประจุบวกเรียกว่า โพสิตรอน

ปัญหาคือว่า ตามทฤษฎีแล้วนับตั้งแต่เอกภพกำเนิดขึ้นมา นักฟิสิกส์เชื่อว่า สสารและปฏิสสารเกิดขึ้นมาเท่ากันตั้งแต่วินาทีแรกที่เอกภาพเกิด เนื่องจากประจุไฟฟ้ามีปริมาณที่เรียกว่า อนุรักษ์ประจุ หมายความว่าประจุบวกไม่สามารถเกิดได้เองโดยไม่มีประจุลบ ดังนั้น ทุกอย่างจึงเกิดมาคู่กัน ขณะเดียวกัน หากจะทำลายอิเล็กตรอนซึ่งเป็นประจุลบให้หายไปได้ จำเป็นต้องใช้โพสิตรอนซึ่งเป็นประจุบวกมาชน เมื่อสสารและปฏิสสารมาชนกันจะสลายตัวไปเป็นพลังงาน

ทว่า ปัจจุบันนักฟิสิกส์พบแต่สสาร ไม่พบปฏิสสาร เช่น อะตอมของไฮโดรเจน เกิดจากอิเล็กตรอนวนรอบโปรตรอน แต่กลับไม่พบสสารที่เกิดจากโพสิตรอนซึ่งเหมือนกับอิเล็กตรอนแต่เป็นประจุบวกโคจรรอบแอนติโปรตรอนซึ่งเป็นประจุลบ นักฟิสิกส์จึงสงสัยว่า ทำไมธรรมชาติเลือกอย่างที่มันเป็น ทำไมไม่เลือกอีกอย่างหนึ่ง

“ตามหลัก เมื่อเอกภพเกิดขึ้นมาควรมีประจุบวกและประจุลบในจำนวนที่เท่ากัน ในการทดลองหนึ่งที่เซิร์นประสบความสำเร็จในการสร้างแอนติไฮโดรเจนอะตอม โดยนำแอนติโปรตรอนมาไว้ตรงกลางแล้วเอาโพสิตรอนมาวนรอบ แต่สสารที่เกิดขึ้นดำรงอยู่ได้เพียงไม่นานก็สลายตัว ทำไมธรรมชาติถึงเลือกให้อย่างหนึ่งเสถียร และอีกอย่างไม่เสถียร สิ่งนี้เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้นักฟิสิกส์ต้องค้นหาคำตอบ” ดร.อรรถกฤต นักฟิสิกส์ หนึ่งในผลผลิตของทุน พสวท. กล่าว เนรมิตหลุมดำจิ๋วในการทดลองที่เซิร์น นักฟิสิกส์จะใช้เครื่องเร่งอนุภาคยิงโปรตรอนสองตัวให้ชนกัน จากนั้นจึงใช้เครื่องตรวจจับพลังงานและโมเมนตัม อาทิเช่น ซีเอ็มเอส และเครื่องแอตลาส เป็นตัวเก็บข้อมูล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักฟิสิกส์ได้ทำแบบจำลองผลบนคอมพิวเตอร์ไว้ก่อนแล้ว เพื่อดูว่าผลจะออกมาอย่างไร พอเริ่มการทดลองจริง เครื่องตรวจจับจะเก็บผลการทดลองมาประมวลผล เปรียบเทียบ โดยจะมีเหตุการณ์นับล้านเหตุการณ์เกิดขึ้น มีคอมพิวเตอร์ใหญ่โตมหาศาล และการทดลองหลักๆ ของโครงการนี้คือ การทดลองซีเอ็นเอส มีเป้าหมายค้นหาฮิกส์-โบซอน ขณะที่การทดลองแอตลาส มีเป้าหมายเพื่อค้นหาสสารและปฏิสสารดร.อรรถกฤต กล่าวว่า อนุภาคฮิกส์-โบซอน จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของสแตนดาร์ดโมเดล ยังเชื่อว่าการทดลองที่เซิร์นอาจพบอนุภาคที่ทำนายโดยทฤษฎีซูเปอร์ซิมมิทรี ซึ่งตามทฤษฎี เชื่อว่าอนุภาคนอกจากมีสสารและปฏิสสารแล้ว ยังมีสมมาตรระหว่างเฟอร์มิออนกับโบซอนด้วย ทุกโบซอนมีคู่แฝดที่เป็นเฟอร์มิออน และทุกเฟอร์มิออนมีคู่แฝดที่เป็นโบซอน แต่อนุภาคที่ซูเปอร์ซิมมิทรีทำนายไว้ยังไม่มีใครค้นพบ เช่น อิเล็กตรอนมีคู่อนุภาคที่เป็นโบซอน ที่เรียกว่า ซีเล็กตรอน เป็นต้น“ซูเปอร์ซิมมิทรีเป็นแนวคิดหนึ่งที่มุ่งรวมการอธิบายแรงทั้งสามชนิดด้วยทฤษฎีเดียว และถ้าเรานำซูเปอร์ซิมมิทรีไปรวมกับทฤษฎีอื่น เช่น ทฤษฎีสตริง เป็นซูเปอร์สตริงก็อาจจะรวมทั้งหมดนี้ได้”

ขณะที่กลศาสตร์ควอนตัมเชื่อว่าอนุภาคเป็นจุด แต่ทฤษฎีสตริงเชื่อว่า อนุภาคเป็นเส้นหนึ่งมิติ มีจุดเป็นศูนย์มิติทางคณิตศาสตร์ ในแง่ของทฤษฎีสนามรวม อนุภาคต่างๆ เช่น อิเล็กตรอน และควาร์ก เป็นเพียงโหมดหนึ่งของการสั่น เปรียบได้เหมือนกับตัวโน้ตหนึ่ง เมื่อเล่นตัวโน้ตหนึ่งก็เป็นอิเล็กตรอน ส่วนอีกตัวโน้ตเป็นนิวทริโน

สมมติฐานของทฤษฎีดังกล่าวจึงจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ และทดลอง โดยประการแรกทฤษฎีสตริงจะต้องพิสูจน์ให้ได้คือ ซูเปอร์ซิมมิทรีมีจริงหรือไม่ และนี่คือภารกิจของเครื่องซีเอ็นเอส ถ้าค้นพบว่าซูเปอร์ซิมมิทรีมีจริง เท่ากับว่าทฤษฎีนี้น่าจะมาถูกทางแล้ว แต่ถ้าไม่เจอในการทดลองนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะเจอในที่มีพลังงานสูงขึ้น หรืออาจจะไม่มีก็ได้ เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์ต้องเริ่มคิดหาทฤษฎีสนามรวมใหม่

การทดลองของเซิร์นยังมีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพิสูจน์การมีอยู่ของ “มิติพิเศษ”

โลกที่เราอยู่เป็นโลกสามมิติที่มองเห็นได้ในมิติกว้าง ยาว และลึก และหลังจากอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ จึงเพิ่มมิติของเวลาไปอีกเป็นสี่มิติ ต่อมานักวิทยาศาสตร์อย่าง ธีโอดอร์ คาลูซา และ ออสการ์ ไคลน์ เสนอว่าน่าจะมีมิติอื่น เช่น มิติที่ 5

“แน่นอนว่า ในชีวิตประจำวันมนุษย์ไม่สามารถพบมิติที่ 5 แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีมิติดังกล่าวอยู่ โดยทฤษฎีอธิบายว่า เป็นมิติที่ขดอยู่เป็นมิติเล็กๆ เปรียบเสมือนกับกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งปกติมีแค่ด้านกว้างกับด้านยาว เมื่อนำมาม้วนให้เป็นแท่งทรงกระบอกให้มีขนาดเล็กมาก หรือมองจากระยะไกลจะเห็นแท่งทรงกระบอกเหมือนกับเส้นด้ายยาว เท่ากับว่า ธรรมชาติอาจมีหลายมิติ แต่ว่ามิติอื่นที่มองไม่เห็นมันขดตัวอยู่ ถ้าจะให้เห็นต้องใช้แว่นขยายส่องดู และในทางฟิสิกส์ แว่นขยายก็คือ พลังงานที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อเร่งพลังงาน” ดร.อรรถกฤต กล่าว

นักฟิสิกส์ หวังว่าการทดลองที่เซิร์นอาจได้รับสัญญาณบางอย่างที่ช่วยอธิบายมิติพิเศษ ดังเช่นมีผู้เสนอว่า ถ้าเอาอนุภาคสองตัวมาชนกันด้วยความเร็วสูง อาจได้สัญญาณของหลุมดำเล็กๆ เกิดขึ้นเพราะตามทฤษฎี หลุมดำเกิดจากมวลที่มีความหนาแน่นสูงมากถึงจุดหนึ่งจนเล็กกว่าสิ่งที่เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ แล้วก็อาจเกิดหลุมดำได้ อนุภาคที่พลังงานสูง นอกจากมวลเล็กลงแล้ว ขนาดจะหดสั้นลงเรียกว่า ควอนตัมเรนจ์ และถ้าพลังงานสูงมากโดยไม่มีมิติอื่นอยู่ พลังงานจะสูงมากจนทดลองไม่ได้ เรียกว่า แพลงค์สเกล หรือสเกลที่กลับไปขนาดใกล้กับเอกภพเพิ่งเกิด

แต่ถ้ามีมิติอื่น จากการคำนวณทางทฤษฎีพบว่า พลังงานไม่จำเป็นต้องสูงมาก และอาจเจอได้ในการทดลองแอลเอชซี ซึ่งถ้าเจอตัวนี้ค่อนข้างจะเป็นการปฏิวัติ และชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับมิติพิเศษน่าจะมาถูกทาง

“ปัญหาตอนนี้คือ เราตันในหลายๆ เรื่อง เราศึกษาเกี่ยวกับจักรวาล และเราพบว่า สิ่งที่เรารู้มีอยู่เพียง 5% สิ่งที่เราไม่รู้มีอีกมากมาย เช่น สสารมืด 25% และพลังงานมืด 70% และเราก็ไม่รู้ว่าทุกอย่างเกิดมาอย่างไร เพราะเราไม่สามารถทำให้เอกภพเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งดูมันได้ เพราะเราอยู่ในเอกภพ”

ถึงกระนั้น เขายังเชื่อว่า ทุกครั้งที่วิทยาการเกือบจะถึงทางตันแล้ว จะเกิดการปฏิวัติความรู้ขึ้นใหม่ต่อไป “พอวิทยาศาสตร์เกิดการปฏิวัติ เทคโนโลยีก็จะปฏิวัติตาม ตอนนี้เรามาถึงพรมแดนของความรู้ของเราแล้ว ถ้าเรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้อีก 95% ลองนึกดูว่าวิทยาศาสตร์และวิทยาการจะปฏิวัติไปขนาดไหน”


1 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

ทุกอย่างดำเนินแบบวงกลมคือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดคือจุดเดียวกัน

ความเห็น โดย con"I"cute




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: